วันที่ 22 ต.ค. 69 ทาง นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือหมอเจด รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ในเพจ หมอเจดว่า หลายคนพอรู้ว่าตัวเองมีไขมันพอกตับ ก็มักคิดว่าแค่มีไขมันสะสม คุมอาหารสักหน่อยก็คงดีขึ้น แต่พอได้ยินคำว่า “ตับอักเสบ” กลับเริ่มกลัวว่าจะกลายเป็นตับแข็ง! ผมอยากบอกว่า อย่าเพิ่งคิดว่า ตับอักเสบอันตรายกว่าเสมอไปครับ เพราะบางคนมีไขมันพอกตับมานาน จนเริ่มมีพังผืด ทั้งที่ค่าตับยังปกติ ขณะที่ตับอักเสบบางชนิด เมื่อรักษาสาเหตุแล้วก็ดีขึ้นได้ แล้วตกลงแบบไหนเสี่ยงตับแข็งมากกว่า? วันนี้ผมจะพามาทำความเข้าใจ 5 เรื่องสำคัญที่ไม่อยากให้มองข้ามครับ
1. ไขมันพอกตับ ไม่ได้แปลว่าตับอักเสบเสมอไป! ไขมันพอกตับคือภาวะที่มีไขมัน สะสมอยู่ในเซลล์ตับมากผิดปกติครับ มักพบร่วมกับภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือภาวะดื้ออินซูลิน แต่คนผอมบางคนก็เป็นได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือมีไขมันพอกตับ ไม่ได้หมายความว่าตับอักเสบทุกคน บางคนมีแค่ไขมันสะสม โดยยังไม่มีการบาดเจ็บของตับรุนแรง หรือพังผืดในระดับที่น่ากังวล แต่ถ้าปล่อยปัจจัยเสี่ยงไว้ต่อเนื่อง บางคนก็อาจเกิดตับอักเสบ และพังผืดตามมาได้ครับ .
2. ตับอักเสบ ไม่ได้เกิดจากไขมันพอกตับอย่างเดียว! ตับอักเสบหมายถึงภาวะที่เซลล์ตับ เกิดการบาดเจ็บและมีการอักเสบครับ สาเหตุมีหลายอย่างมาก ทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซี แอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตับ และไขมันพอกตับเอง ก็ทำให้เกิดตับอักเสบได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มโรคตับจากระบบเผาผลาญ ที่มีทั้งไขมันสะสมและตับอักเสบ เรียกว่า MASH ครับ ดังนั้นไขมันพอกตับกับตับอักเสบ ไม่ใช่โรคที่แยกจากกันเสมอไป บางคนอาจมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน และต้องดูว่าตับเสียหายไปแค่ไหนแล้วครับ .
3. ไขมันพอกตับ สามารถพัฒนาไปเป็นตับแข็งได้ไหม? คำตอบคือ เป็นไปได้ครับ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ในบางคน ไขมันที่สะสมในตับ อาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ และการอักเสบของเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดการบาดเจ็บซ้ำ ๆ ร่างกายอาจสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็น ขึ้นมาในตับ เรียกว่า พังผืดตับ ถ้าพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนโครงสร้างตับเปลี่ยนไป ก็อาจพัฒนาเป็นตับแข็งได้ครับ ลองจำภาพนี้ไว้ครับ ไขมันพอกตับ → บางคนเกิดตับอักเสบ → พังผืดสะสม → อาจกลายเป็นตับแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคน ต้องผ่านครบทุกขั้นตอนนี้นะครับ สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ คือการเกิดพังผืดสะสมโดยไม่รู้ตัว .
4. ค่า AST, ALT สูง แปลว่าเสี่ยงตับแข็งกว่าใช่ไหม? หลายคนพอเห็นค่าตับสูง ก็คิดว่าตับคงเสียหายหนักแล้ว แต่บางคนค่า AST, ALT ปกติ กลับคิดว่าตับตัวเองปลอดภัยแน่นอน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ เพราะค่า AST และ ALT เป็นเอนไซม์ที่ช่วยบอกว่า เซลล์ตับกำลังมีการบาดเจ็บหรือไม่ แต่ไม่ได้บอกโดยตรงว่า ตับมีพังผืดสะสมมากแค่ไหน บางคนค่าตับสูงจากการอักเสบชั่วคราว เมื่อแก้สาเหตุแล้วก็ดีขึ้น ขณะที่บางคนมีพังผืดตับมากแล้ว แต่ค่า ALT ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ค่าตับสูงกว่า ไม่ได้แปลว่า ใกล้เป็นตับแข็งมากกว่าเสมอไปครับ .
5. ถ้าอยากรู้ว่าเสี่ยงตับแข็งแค่ไหน ต้องตรวจอะไร? ข้อนี้ผมอยากให้จำไว้เลยครับ ถ้าตรวจพบไขมันพอกตับ หรือตับอักเสบเรื้อรัง เราไม่ควรดูแค่ค่า AST, ALT แล้วสรุปว่าตับแข็งแรงดีหรือไม่ดี แต่ควรประเมินด้วยว่า ตับมีพังผืดสะสมอยู่หรือยัง แพทย์อาจใช้ค่า FIB-4 ซึ่งคำนวณจากอายุ AST, ALT และจำนวนเกล็ดเลือด เพื่อช่วยคัดกรองความเสี่ยงพังผืดตับ โดยเฉพาะในคนที่มีไขมันพอกตับ จากปัญหาระบบเผาผลาญ หรืออาจตรวจ FibroScan เพื่อช่วยวัดความแข็งของตับ และประเมินไขมันในตับครับ บางคนยังต้องตรวจไวรัสตับอักเสบ หรือหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติมด้วย อยากรู้ว่าเสี่ยงตับแข็งแค่ไหน ต้องดูทั้งสาเหตุและระดับพังผืด ไม่ใช่ดูแค่ค่าตับสูงหรือต่ำครับ
ถ้าไม่อยากให้ตับพัฒนาไปถึงตับแข็ง ควรดูแลยังไง?
• งดแอลกอฮอล์: ลดปัจจัยที่ทำร้ายตับ โดยเฉพาะคนที่มีตับอักเสบหรือพังผืดอยู่แล้ว
• ดูแลน้ำหนักและรอบเอว: ถ้าน้ำหนักเกิน การลดประมาณ 5–10% ช่วยลดไขมันตับและอาจช่วยเรื่องการอักเสบ
• เพิ่มโอเมก้า-3: จากปลาทู ปลาซาร์ดีน หรือปลาแซลมอน ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และดูแลสุขภาพหัวใจ
• กินอาหารที่มีโคลีน: เช่น ไข่แดง ช่วยให้ตับจัดการและขนส่งไขมันได้ตามปกติ แต่ไม่ได้รักษาไขมันพอกตับโดยตรง
• เพิ่มผักและใยอาหาร: เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่ว และไซเลียมฮัสก์ ช่วยดูแล LDL การขับถ่าย และระบบเผาผลาญ
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เดินเร็วหรือฝึกกล้ามเนื้อ ช่วยลดไขมันในตับและดูแลการทำงานของอินซูลิน
• รักษาตามสาเหตุ: ถ้ามีไวรัสตับอักเสบหรือโรคตับอื่น ต้องรักษาและติดตาม ไม่ใช่ปรับอาหารอย่างเดียว
สุดท้ายแล้ว ถ้าถามผมว่า ไขมันพอกตับกับตับอักเสบ แบบไหนเสี่ยงตับแข็งมากกว่ากัน?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ชื่อโรคครับ เพราะไขมันพอกตับบางคน อาจยังไม่มีพังผืดรุนแรง แต่บางคนอาจมีพังผืดสะสม มานานหลายปีโดยไม่รู้ตัว ส่วนตับอักเสบบางชนิดรักษาได้ แต่ถ้าอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง ก็อาจพัฒนาไปเป็นตับแข็งเช่นกัน สิ่งที่ผมอยากให้ใส่ใจ ไม่ใช่แค่ค่าตับสูงหรือไขมันพอกตับ แต่คือการรู้ว่าตับกำลังบาดเจ็บจากอะไร และมีพังผืดสะสมมากแค่ไหนแล้ว เพราะถ้าเรารู้เร็วและดูแลตรงสาเหตุ ก็มีโอกาสชะลอหรือป้องกัน ความเสียหายของตับในระยะยาวได้ครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ