ปรากฏการณ์ 'หมู่บ้านมะเร็ง' (Cancer Villages) หรือ 'อ๋ายเจิ้งชุน' ในประเทศจีน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงระดับโลก ที่ซ่อนอยู่ใต้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดหลายทศวรรษได้ทิ้งมลพิษทางน้ำ ดิน และอากาศ จนส่งผลให้ประชาชนในชุมชนชนบทหลายแห่งต้องป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งอย่างผิดสังเกต
ข้อมูลการประเมินจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า จีนเคยมีชุมชนที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 'หมู่บ้านมะเร็ง' กระจายอยู่ทั่วประเทศมากถึง 459 แห่ง โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม เหมืองแร่ หรือแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตราย ตัวอย่างเคสสำคัญ ได้แก่
1. หมู่บ้านหยางหลิงกั่ง (ริมแม่น้ำแยงซี): ถูกโอบล้อมด้วยโรงงานกระดาษ โรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม พบชาวบ้านเสียชีวิตจากมะเร็งอย่างน้อย 11 รายตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่แหล่งน้ำดื่มประจำหมู่บ้านมีกลิ่นและรสชาติแปลกปลอมคล้ายสารเคมี
2. หมู่บ้านอู่หลี่ (ใกล้เมืองหางโจว): ตั้งอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมเคมีตั้งแต่ปี 1992 ชาวบ้านพบสถิติผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงถึง 60 รายในช่วงปี 1992–2004 ท่ามกลางสภาพน้ำที่กลายเป็นสีดำและกลิ่นฉุนของสารพิษ
3. หมู่บ้านตงซิง (มณฑลเจียงซู): เคยเผชิญวิกฤตโรงงานผลิตสารคลอโรฟีนอล ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ปริมาณปีละ 2,000 ตัน ส่งผลให้มีผู้ป่วยมะเร็งพุ่งสูงกว่า 100 รายในช่วงปี 2000–2005 ก่อนที่โรงงานจะถูกสั่งปิดในปี 2010 แต่ทิ้งกากพิษฝังกลบใต้ดินไว้ให้ชาวบ้านหวาดผวา
จากรายงานในปี 2013 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งของชาวจีนเพิ่มขึ้นถึง 80% ในช่วงเวลา 30 ปี ขณะที่แม่น้ำและทะเลสาบกว่า 70% ทั่วประเทศปนเปื้อนพิษอย่างหนัก ปรากฏการณ์นี้ถูกขับเคลื่อนและเรียกร้องโดยนักสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 จนกระทั่งในปี 2013 กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีน ได้ระบุคำว่า 'หมู่บ้านมะเร็ง' ลงในเอกสารราชการระดับกระทรวงอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในการยอมรับความผิดพลาดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขาดการควบคุม