วันที่ 22 ต.ค. 69 ทางสื่อต่าง ได้รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขไนจีเรียแถลงยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) ในกรุงอาบูจา เมืองหลวงของประเทศ ผู้ป่วยเป็นหญิงนักธุรกิจชาวไนจีเรียที่มีประวัติเดินทางกลับจากการติดต่อธุรกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศยูกันดา โดยเริ่มแสดงอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ก่อนที่ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจะยืนยันแน่ชัดว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลา
เร่งกลุ่มเสี่ยง 44 ราย ยกระดับรับมือขั้นสูงสุด
นายมูฮัมหมัด ปาเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไนจีเรีย สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยจำนวน 44 คนอย่างเร่งด่วน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยศูนย์ควบคุมโรคไนจีเรียได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน เน้นการตรวจหาเชื้อให้พบโดยเร็ว การแยกกักตัว และติดตามผู้สัมผัส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายซ้ำรอยอดีตที่ไนจีเรียเคยพบผู้ป่วย 20 คนก่อนจะควบคุมสถานการณ์ได้ใน 3 เดือน
วิกฤตระบาดลามหลายประเทศในแอฟริกา
ด้านกระทรวงสาธารณสุขยูกันดาชี้แจงว่า หญิงรายนี้เพียงแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินเท่านั้น และยูกันดายังคงเป็นพื้นที่ปลอดเชื้ออีโบลา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในแอฟริกากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเคนยาพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 9 คนแล้ว ขณะที่ นพ. ฌอง คาเซยา ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ในครั้งนี้ขยายวงกว้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ครอบคลุมหลายประเทศใน 3 ภูมิภาค มีอัตราการเสียชีวิตสูงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์
WHO หวั่นความรุนแรงรุนแรงกว่าปี 2557-2559
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยสถิติว่า การระบาดระลอกนี้แพร่กระจายเชื้อรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์บุนดิบูเกียวแล้วกว่า 9,500 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงกว่า 4,600 คน โดย WHO กังวลว่าความรุนแรงอาจแซงหน้าการระบาดครั้งใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกช่วงปี 2557-2559 ที่เคยคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 11,000 คน