ไม่อยากเป็นต้อกระจกเร็ว! หยุด 4 อย่างที่เร่งเลนส์ตาขุ่นก่อนวัย ต้อกระจกไม่ได้เกิดเฉพาะคนสูงอายุครับ บางคนอายุ 40–50 ปีก็เริ่มเป็นแล้ว โดยเฉพาะถ้ามีพฤติกรรมบางอย่าง ที่ทำให้เลนส์ตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ วันนี้ผมอยากให้ระวัง 4 เรื่องนี้ครับ
1.ออกแดดจัดทุกวัน แต่ไม่เคยป้องกันดวงตา! รังสี UV จากแสงแดดไม่ได้ทำร้ายแค่ผิวหนัง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต้อกระจกได้ครับ โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ เพราะการได้รับรังสี UV สะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้โปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมสภาพ และเกิดความขุ่นเร็วกว่าปกติ ผมแนะนำให้เลือกแว่นกันแดดที่ป้องกัน รังสี UVA และ UVB ได้ 99–100% หรือมีสัญลักษณ์ UV400 พร้อมสวมหมวกปีกกว้างเวลาออกแดด จำไว้ว่ายิ่งแว่นสีเข้ม ไม่ได้แปลว่า ป้องกันรังสี UV ได้ดีกว่าเสมอไปครับ
2. ปล่อยให้น้ำตาลสูงต่อเนื่อง ไม่ค่อยคุมเบาหวาน! คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดต้อกระจก เร็วกว่าคนทั่วไปได้ครับ เพราะเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเลนส์ตา รวมถึงการสะสมของสารที่เรียกว่าซอร์บิทอล และความเสียหายจากอนุมูลอิสระ จนทำให้เลนส์ตาขุ่นได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นเบาหวานอยู่ ผมอยากให้คุม HbA1c ตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด และตรวจตาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากต้อกระจกแล้ว เบาหวานยังทำให้จอประสาทตาเสียหายได้ครับ
3. สูบบุหรี่เป็นประจำ คิดว่าทำร้ายแค่ปอด! บุหรี่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแค่มะเร็งปอด แต่ยังเกี่ยวข้องกับต้อกระจกด้วยครับ เพราะสารจากควันบุหรี่เพิ่มความเครียด จากอนุมูลอิสระภายในร่างกาย ทำให้โปรตีนในเลนส์ตาเสียหาย และมีโอกาสเกิดความขุ่นมากขึ้น ยิ่งสูบบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน ความเสี่ยงก็ยิ่งน่าเป็นห่วง ถ้าอยากถนอมดวงตา ผมแนะนำให้เลิกบุหรี่ ไม่ใช่แค่ลดจำนวนมวนเท่านั้น เพราะการเลิกบุหรี่ยังช่วยลดความเสี่ยง โรคหัวใจ Stroke และมะเร็งอีกหลายชนิดครับ
4. ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง โดยไม่ติดตามอาการ! ข้อนี้หลายคนไม่รู้ครับ เพราะยาสเตียรอยด์บางชนิด ถ้าใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต้อกระจก โดยเฉพาะชนิดที่เกิดบริเวณด้านหลังเลนส์ตา พบได้กับการใช้สเตียรอยด์ชนิดกิน และการใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ ส่วนยาพ่นหรือยาทาบางชนิด ก็อาจมีความเสี่ยงตามขนาดและระยะเวลาที่ใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้รักษาโรคประจำตัว ไม่ควรหยุดยาเองนะครับ แต่ควรใช้ตามแพทย์สั่งและติดตามสุขภาพตา โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้ยาต่อเนื่องนาน ๆ
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเริ่มเป็นต้อกระจก? ผมอยากให้สังเกต 5 อาการนี้ครับ
• มองเห็นมัว เหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง
• มองไฟแล้วแสงฟุ้ง โดยเฉพาะตอนกลางคืน
• ขับรถกลางคืนลำบาก เพราะแสงไฟแยงตา
• มองเห็นสีซีดลง หรือออกเหลืองมากขึ้น
• เปลี่ยนแว่นบ่อย แต่การมองเห็นยังไม่ชัด
ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรตรวจตาครับ เพราะต้อกระจกมักค่อย ๆ เป็นมากขึ้น และอาการตามัวอาจเกิดจากโรคตาอื่นได้ด้วย แต่ถ้าตามัวลงทันที ปวดตารุนแรง หรือตาแดงร่วมกับการมองเห็นลดลง ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะไม่ใช่อาการปกติของต้อกระจกครับ
ถ้าเป็นต้อกระจกแล้ว ยังรักษาโดยไม่ผ่าได้ไหม?
ถ้าต้อกระจกยังไม่มาก และยังมองเห็นได้ดีพอใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามอาการก่อนครับ บางคนเปลี่ยนแว่นหรือเพิ่มแสงสว่าง เวลาอ่านหนังสือก็ช่วยได้ชั่วคราว แต่ถ้าตามัวจนอ่านหนังสือลำบาก ขับรถไม่ปลอดภัย หรือกระทบการใช้ชีวิต การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีรักษาหลัก ส่วนยาหยอดตาหรืออาหารเสริมต่าง ๆ ยังไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือเพียงพอ ว่าจะทำให้เลนส์ตาที่ขุ่นกลับมาใสได้ครับ ต้อกระจกส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย แต่เราสามารถลดปัจจัยที่เร่งให้เกิดเร็วขึ้นได้ ด้วยการป้องกันรังสี UV คุมน้ำตาล เลิกบุหรี่ และใช้สเตียรอยด์อย่างเหมาะสม ถ้าเริ่มตามัว อย่าคิดว่าเป็นเรื่องอายุอย่างเดียว ควรตรวจให้รู้ว่าเกิดจากอะไร เพราะการดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ ช่วยให้เรามีโอกาสมองเห็นได้ดี และใช้ชีวิตอย่างมั่นใจไปอีกนานครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ