วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นภาพอันงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคปรากฏขึ้นอีกครั้งเหนือสายน้ำเจ้าพระยา ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

จากราชธานีสุโขทัย สู่มรดกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติศาสตร์ของการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำมีรากฐานสืบย้อนไปถึงสมัยสุโขทัย ก่อนจะพัฒนาเป็นกระบวนเรือพระราชพิธีที่มีแบบแผนวิจิตรพิสดารในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีหลักฐานเกี่ยวกับการจัดริ้วกระบวนเรือหลวงอย่างเป็นระบบ

ในอดีต กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคมิได้เป็นเพียงการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ หากยังสะท้อนพระราชอำนาจ ความมั่นคงของบ้านเมือง และความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปกรรม ตลอดจนความสามารถด้านการเดินเรือของชาวสยาม

เมื่อเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ พระราชประเพณีนี้ได้รับการสืบสานและฟื้นฟู โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์เรือพระราชพิธีและการธำรงโบราณราชประเพณีอันทรงคุณค่า

52 ลำแห่งศิลปกรรมไทย บนสายน้ำเจ้าพระยา

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในปี 2569 ประกอบด้วยเรือพระราชพิธี 52 ลำ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ใช้กำลังพลประมาณ 2,200 นาย ความงดงามมิได้อยู่เพียงลวดลายแกะสลักลงรักปิดทองของเรือแต่ละลำ หากยังอยู่ในความพร้อมเพรียงของฝีพาย จังหวะการเคลื่อนขบวน เสียงเห่เรือ และระเบียบแบบแผนที่ได้รับการสืบทอดจากอดีต

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ล้วนเป็นผลงานที่สะท้อนความสามารถของช่างฝีมือไทย ตลอดจนคติความเชื่อและศิลปกรรมที่สืบทอดมาหลายยุคสมัย

วัดอรุณราชวราราม จุดบรรจบของประวัติศาสตร์และอนาคต

ท่ามกลางความสง่างามของขบวนเรือ พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามตั้งตระหง่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นประจักษ์พยานแห่งการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพมหานครจากเมืองหลวงในอดีตสู่มหานครในปัจจุบัน

ในวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเรื่อง “พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สู่มรดกโลก” ซึ่งถ่ายทอดคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของพระปรางค์ ตลอดจนความมุ่งหมายในการผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต

มรดกที่มีชีวิต มิใช่เพียงประวัติศาสตร์ในตำรา

สิ่งที่ทำให้ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีคุณค่าเหนือกาลเวลา มิใช่เพียงความเก่าแก่หรือความวิจิตรตระการตา แต่คือการที่พระราชประเพณีนี้ยังคงได้รับการปฏิบัติจริง มีผู้สืบทอดองค์ความรู้ มีช่างฝีมือผู้ดูแลรักษาเรือ และมีคนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้คุณค่าของมรดกแห่งแผ่นดิน

ภาพขบวนเรือพระราชพิธีที่เคลื่อนผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

จากสายน้ำในอดีตสู่สายน้ำในปัจจุบัน จากฝีพายรุ่นก่อนสู่ฝีพายรุ่นใหม่ จากราชธานีโบราณสู่กรุงเทพมหานคร ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันด้วยสายธารแห่งวัฒนธรรมไทย

เพราะมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มิใช่มรดกที่ถูกเก็บรักษาไว้เพียงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม แต่คือมรดกที่คนรุ่นหลังยังสามารถสัมผัส เรียนรู้ และร่วมกันสืบสานให้ดำรงอยู่ต่อไป

700 ปีแห่งวัฒนธรรมไทย ไม่ได้หยุดอยู่ในอดีต แต่ยังคงมีชีวิตอยู่บนสายน้ำเจ้าพระยาในวันนี้