จากกรณีเพจ“ฟ้าให้ทีวี”ได้มีการโพสต์ขอความและคลิปเตือนภัยมิจฉาชีพโดยมีใจความว่า“ด่วน! แจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพ แอบอ้างหีบพระสมเด็จ ผอ.ฟ้า หลอกลวงประชาชน รัก ผอ.ฟ้า ช่วยกันแชร์ด่วนค่ะ!ขณะนี้พบว่ามีมิจฉาชีพนำคลิปวิดีโอของ ผอ.ฟ้า พรทิพา ไปแอบอ้างเผยแพร่บน TikTok โดยใช้ชื่อ “พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นเปิดหีบ” เพื่อหลอกลวงประชาชนเกี่ยวกับการปล่อยเช่าพระเครื่อง ขอยืนยันว่า บัญชีหรือเพจที่แอบอ้างดังกล่าวไม่ใช่ช่องทางของฟ้าให้ทีวี ขอให้ทุกท่านระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อหรือโอนเงินโดยเด็ดขาด ประกาศให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส 50,000 บาท สำหรับข้อมูลที่สามารถนำไปสู่การติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ โดยขอให้ติดต่อ ผอ.ฟ้า เพื่อแจ้งรายละเอียดและตรวจสอบข้อมูลหากพบ Facebook, TikTok หรือบัญชีใดนำชื่อ ภาพ หรือคลิปของ ผอ.ฟ้า ไปแอบอ้างเพื่อปล่อยเช่าพระเครื่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวง สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันที
ติดต่อ ผอ.ฟ้า โทร. 061-994-9862 ผอ.ฟ้า ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยเป็นหูเป็นตา และร่วมกันป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากรักและห่วงใย ผอ.ฟ้า ขอความกรุณาช่วยกันแชร์ประกาศนี้ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นค่ะนั้น

ล่าสุดวันนี้(28 ตุลาคม 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ สภ.ลำลูกกา นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี พร้อมด้วย นายโยธิน มาพบพันธ์ อายุ 73 ปี อดีตดาราสมทบหลายเรื่อง เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา หลังจากได้มีบุคคลแอบอ้างนำคลิปของเพจ“ฟ้าให้ทีวี”นำไปตัดต่อเผยแพร่ผ่านทาง Facebook และ TikTok โดยใช้ชื่อว่า“ พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นเปิดหีบ”นำ พระสมเด็จวัดระฆังจำหน่ายผ่านชื่อเพจดังกล่าว จนก่อให้เกิดความเสียหายและเสียชื่อเสียง

ด้าน นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือ “ผอ.ฟ้า” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และเจ้าของพิพิธภัณฑ์อนุรักษ์พุทธศิลป์มรดกไทย มรดกธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี กล่าวถึงกรณีพบกลุ่มมิจฉาชีพนำคลิปวิดีโอการเปิดหีบพระสมเด็จที่ตนเองบันทึกและเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากตน ก่อนนำไปเผยแพร่ต่อในเพจของตนเอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและใช้เป็นช่องทางหลอกขายพระเครื่องให้กับประชาชน โดยในคลิปยังมี นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายและนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงอยู่อีกด้วย ทำให้ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย

ซึ่งที่ผ่านมาตนเองได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จ พร้อมนำพระไปถวายให้วัดทั่วประเทศกว่า 3,000 วัด รวมถึงแจกจ่ายให้ประชาชนเพื่อให้ได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับพุทธคุณของพระสมเด็จ แต่กลับพบมีกลุ่มบุคคลนำคลิปขณะเปิดหีบพระและถวายพระให้วัดไปใช้แอบอ้าง โดยนำภาพและเสียงจากคลิปต้นฉบับไปเผยแพร่ซ้ำ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการขายพระของตนเอง

นอกจากนี้ตนเองยังพบว่ามีการไลฟ์สดนำพระเครื่องมาแสดงโชว์และส่งให้ลูกค้าบางส่วนเป็นพระปลอม ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาหลายราย หลังโอนเงินบูชาพระองค์ละประมาณ 700 บาท แต่กลับได้รับพระที่ไม่ตรงกับที่คาดหวังและเป็นพระปลอม โดยผู้เสียหายบางรายมีหลักฐานการโอนเงินและข้อมูลการจัดส่งสินค้า โดยก่อนหน้านี้ตนเคยพบการนำคลิปไปแอบอ้างในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยผู้กระทำจะเปลี่ยนชื่อเพจหรือเปิดเพจใหม่เมื่อถูกติดตามตรวจสอบ แต่กรณีล่าสุดถือว่ามีหลักฐานชัดเจน เนื่องจากปรากฏภาพของตนเอง บ้าน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเปิดหีบพระอย่างชัดเจน จึงเตรียมรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดี พร้อมติดตามผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินการตามกฎหมาย

ผเตือดังนั้นตนเองจึงฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการซื้อพระเครื่องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเพจที่นำคลิปของบุคคลอื่นมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมย้ำว่าการหลอกขายพระปลอมสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ซึ่งแม้เงินจำนวนไม่กี่ร้อยบาทก็มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งนี้ตนเองขอประกาศมอบเงินรางวัล 50,000 บาท ให้แก่ผู้ที่สามารถแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับตัวตนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบและดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนและผู้ที่มีข้อมูลร่วมกันแจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น

ส่วนทางด้านนายโยธิน มาพบพันธ์ อายุ 73 ปี อดีตนักแสดงผู้เคยรับบทสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี กล่าวถึงกรณีมีกระแสการนำคลิปของ ผอ.ฟ้า ไปแอบอ้างเพื่อขายพระสมเด็จ นั้นตนเองในฐานะเคยแสดงหนังโดยรับบทเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ซึ่งตนนับถือมาก โดยตนเองมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ซึ่งการนำคลิปไปแอบอ้างในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องไม่ดี และเป็นบาปของผู้กระทำ หากทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็อาจได้รับการลงโทษตามกระบวนกฎหมาย ตนขอฝากเตือนผู้ที่คิดจะทำพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นบาป พร้อมย้ำว่าอย่ากระทำเช่นนี้อีก

กำพล วงศ์สุทธา รายงาน