เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า นายวชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย ผู้สื่อข่าว สำนักข่าว Thai PBS โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย โดยระบุว่า วชิรวิทย์ โบกมือลา ไทยพีบีเอส เดินหน้าตามหาความฝัน กับบทบาท ผู้สื่อข่าวอิสระ เต็มรูปแบบ
ผมตัดสินใจลาออกจากไทยพีบีเอสแล้วครับ หลังจากทำข่าวมาเกือบ 10 ปี เริ่มต้นที่เนชั่นทีวีประมาณ 5 ปี ก่อนจะมาทำงานที่ไทยพีบีเอสอีกประมาณ 5 ปี มาลองทางเลือกใหม่ ๆ ในชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางในวิชาชีพสื่อมวลชนจะสิ้นสุดลง
ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามากจริงๆครับ และขอแจ้งให้เพื่อน ๆ และผู้ติดตามเพจทุกคนทราบว่า การตัดสินใจครั้งนี้คิดทบทวนมาอย่างรอบด้าน โดยมีงานประจำรองรับ ซึ่งเป็นการเปิดโลกในสายงานอื่นที่ไม่ใช่งานสื่อ
แต่ก็มีคำกล่าวกันว่าเมื่อเป็น นักข่าว แล้ว จะก็เป็นจิตวิญญาณที่จะติดตัวเป็นไปตลอดชีวิต ผมเองก็คงไม่ต่างกัน และคงไม่สามารถหยุดทำข่าวได้ โดยเฉพาะข่าวสาธารณสุข จึงตั้งใจเดินหน้าทำเพจ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ นี้ต่อไปในฐาน สื่ออิสระ
หากนับตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำข่าวสาธารณสุขอย่างจริงจังในช่วงโควิด-19 ผมก็เพิ่งค้นพบตัวเองชัดเจนขึ้นว่า เป็นคนที่ชื่นชอบและสนใจเนื้อหาด้านสาธารณสุขมากกว่าที่เคยคิดไว้

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมผูกพันกับงานข่าวด้านนี้ คือการได้พบเจอแหล่งข่าว ทั้งอาจารย์และบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายวิชาชีพ ได้สัมผัสถึงน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อ และความเมตตาที่พวกเขามีต่อผู้ป่วย รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเห็นระบบสาธารณสุขไทยดีขึ้น และความเชื่อมั่นว่าการสื่อสารจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าได้ แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ก็ตาม
จากคนที่เริ่มต้นรู้จักกันในฐานะแหล่งข่าว บางคนก็กลายมาเป็นเพื่อน เป็นพี่สาว เป็นพี่ชาย เป็นที่ปรึกษาที่พูดคุยกันได้ แม้กระทั่งเรื่องปัญหาชีวิต
ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำข่าวสาธารณสุขมีความหมายกับผมมาก และตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ผมได้พบกับแนวคิด กระบวนการคิด และมุมมองใหม่ ๆ จากอาจารย์หลายท่านที่เป็นแหล่งข่าวในแวดวงสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้ช่วยเพียงยกระดับวิธีคิดและวิธีทำข่าวของผมเท่านั้น แต่ยังทำให้ผมได้เรียนรู้การมองปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล และนำแง่คิดเหล่านั้นมาปรับใช้กับชีวิตจริงได้ด้วย
สำหรับผม นี่คือคุณค่าของการทำข่าวที่มีความหมายมากกว่าการได้มาซึ่งข้อมูลหรือการนำเสนอประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะระหว่างทาง เราเองก็ได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่พบเจอด้วย
แม้การทำงานในฐานะ ผู้สื่อข่าวอิสระ อาจมีข้อจำกัดแตกต่างจากการเป็นผู้สื่อข่าวที่มีสังกัด แต่นาทีนี้ผมต้องก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับแหล่งข่าวทุกท่านที่เคยให้ความเมตตากับผมไว้ ผมยังโทรไปเช็กข่าวตามปกติ ในประเด็นที่สงสัยหรือเห็นว่าเป็นเรื่องที่หากสังคมได้รับรู้แล้วจะเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็ขอความกรุณาให้ข้อมูลกันเหมือนเดิม
จากนี้ไป ผมจะทำข่าวในนามเพจ วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา หากสะสมเงินทุนมากพอ จะเปิดเว็บไซต์อย่างจริงจัง และพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น
แน่นอนว่า ในฐานะผู้สื่อข่าวอิสระ ผมอาจไม่ได้มีโอกาสกลับไปวิ่งข่าวในสนามข่าวเหมือนนักข่าวประจำมากนัก แต่ก็จะหาพาร์ทเนอร์กับเพื่อนสื่อมวลชน และมองหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะทำให้การทำข่าวเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน
สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณไทยพีบีเอสที่เป็นเหมือนโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งในชีวิต เปิดโอกาสให้ผมได้ฝึกฝน เรียนรู้ และมีโอกาสทำข่าวในหลากหลายประเด็น ผมขอยืนยันจุดยืนอีกครั้งว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมี สื่อสาธารณะ อย่างไทยพีบีเอส
ขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่าไทยพีบีเอสจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและปรับตัวครั้งใหญ่ ซึ่งอาจต้องลงลึกไปถึงวัฒนธรรม และโครงสร้างองค์กร
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การได้รับเงินภาษีมาเป็นทุนในการดำเนินงาน โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการขายโฆษณาแบบสื่อทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะมั่นคงจนสามารถหยุดปรับตัวได้ ตรงกันข้าม ความเป็นสื่อสาธารณะยิ่งทำให้ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ผมเชื่อว่า หากไทยพีบีเอสสามารถปฏิรูปตัวเองได้สำเร็จ องค์กรแห่งนี้จะไปต่อได้อีกไกล
หลายประเด็นด้านสาธารณสุขที่ผมมีโอกาสทำในฐานะผู้สื่อข่าวสาธารณสุขไทยพีบีเอสที่ผ่านมา คงเกิดขึ้นได้ยาก หากไทยพีบีเอสไม่ได้เป็นสื่อสาธารณะที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สื่อข่าวได้เจาะลึกประเด็น ทำสกู๊ป และตั้งคำถามกับเรื่องที่อาจยังมีพื้นที่ออกอากาศไม่มากพอในสื่อกระแสหลัก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเพื่อน ๆ สื่อช่องอื่นไม่ได้ทำประเด็นเหล่านี้ แต่ละแห่งต่างก็มีข้อจำกัดและรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ แม้วันนี้ผมจะไม่ได้ทำงานอยู่ที่ไทยพีบีเอสแล้ว แต่ก็ยังขอยืนเคียงข้างเพื่อนๆ ที่ไทยพีบีเอส ที่ต้องยืนหยัดทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมั่นคง เพราะเชื่อว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น หากเรากล้าที่จะทบทวน เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ส่วนผมก็จะขอออกเดินทางต่อไปในเส้นทางของตัวเอง พร้อมกับความรู้ ประสบการณ์ และมิตรภาพที่ได้รับตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา หวังว่าเราจะยังได้พบกันในสนามข่าว และได้ร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าในบทบาทที่แตกต่างกันต่อไปครับ
ขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในเส้นทางของผู้สื่อข่าวอิสระครับ เริ่ม 1 พ.ย นี้

เรียบเรียง news.in.th