ช็อก! ไต้หวันพบ ชายเสียชีวิตจากเชื้อฮันตาไวรัส อัตราเสียชีวิตสูง คนไทยอย่าชะล่าใจ
กรมควบคุมโรคไต้หวันประกาศเมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมาว่า พบผู้ป่วย กลุ่มอาการฮันตาไวรัส (Hantavirus Syndrome) รายแรกของประเทศในปี 2026 เป็นชายวัยกว่า 70 ปี ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว มีอาการหอบเหนื่อย ไข้ และอาการทางระบบทางเดินอาหาร แม้จะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต แต่อาการไม่ดีขึ้น และเสียชีวิตในที่สุดจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ
ด้าน นพ. อู๋ ซินไต้ แพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด เตือนว่า เชื้อฮันตาไวรัสมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1– 15% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนที่หลายครอบครัวนิยมทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ ควรสวมหน้ากากและถุงมือ เพื่อป้องกันการสูดดมเชื้อไวรัสที่อาจฟุ้งกระจายมากับฝุ่นละออง
กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว และในช่วงระยะฟักตัวไม่มีประวัติเดินทางทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรมส่วนใหญ่อยู่บริเวณที่พักอาศัยในเขตต้าอัน กรุงไทเป โดยช่วงต้นเดือนมกราคมเริ่มมีอาการไอ หายใจลำบาก มีไข้ และไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร
วันที่ 6 มกราคม เคยไปพบแพทย์ฉุกเฉิน ก่อนกลับบ้านและอาการทรุดลง วันที่ 8 มกราคม เข้ารับการรักษาอีกครั้งและถูกส่งตัวเข้าไอซียู แต่โรคยังคงดำเนินอย่างรุนแรง และเสียชีวิตในวันที่ 13 มกราคม จากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับอวัยวะล้มเหลวหลายระบบและปอดอักเสบ ผลตรวจยืนยันภายหลังว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการฮันตาไวรัส
จากการสอบสวนโรค ครอบครัวให้ข้อมูลว่าบริเวณบ้านมีร่องรอยหนู หน่วยงานสาธารณสุขได้ตรวจคัดกรองสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยร่วมกัน ผลเลือดเป็นลบทั้งหมด พร้อมดำเนินมาตรการสอบสวนและให้ความรู้ด้านการป้องกันโรค ขณะเดียวกัน หน่วยงานสิ่งแวดล้อมได้เข้าดำเนินการดักจับหนูในบริเวณบ้านและพื้นที่ใกล้เคียง รวมจับได้ทั้งหมด 4 ตัว โดยหนู 2 ตัวที่จับได้ใกล้บ้านตรวจพบแอนติบอดีต่อเชื้อฮันตาไวรัส
นพ. อู๋ ซินไต้ อธิบายผ่านวิดีโอในเฟซบุ๊กว่า ฮันตาไวรัสเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีหนูเป็นพาหะหลัก มนุษย์สามารถติดเชื้อได้จากการสัมผัสมูล ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งของหนู รวมถึงการถูกหนูกัด เมื่อได้รับเชื้อแล้ว อาจส่งผลต่อหลายอวัยวะ เช่น ไข้เลือดออกเฉียบพลัน ไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางปอด ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดและหายใจลำบาก ถือเป็นโรคที่รักษาได้ยากและอันตราย
แพทย์ย้ำว่า ในช่วงทำความสะอาดบ้าน หากพบมูลหนูตามห้องเก็บของหรือบริเวณซอกมุม ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ แนะนำให้สวมหน้ากากและถุงมือก่อนทำความสะอาด เพื่อป้องกันการสูดดมเชื้อที่อาจฟุ้งกระจายมากับฝุ่น ด้านกรมควบคุมโรคแนะนำว่า หากพบมูลหรือร่องรอยหนู ควรสวมหน้ากากและถุงมือยาง เปิดประตูหน้าต่างให้ระบายอากาศ จากนั้นใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง (น้ำยาฟอกขาว 100 ซีซี ผสมน้ำสะอาด 1 ลิตร) ราดบริเวณที่คาดว่าอาจปนเปื้อน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ก่อนทำความสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสฟุ้งกระจายในอากาศ ควรใช้กระดาษทิชชู ผ้า หรือหนังสือพิมพ์แบบใช้แล้วทิ้งในการเก็บกวาด จากนั้นใส่ถุงขยะมัดปากถุงให้แน่นและทิ้งอย่างถูกวิธี






