เผยสาเหตุที่ รถยนต์ไฟฟ้าเวลาเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยกลับแจ้งว่าขอคืนทุนประกัน
หลายคน คงมองหารถรถยนต์ไฟฟ้ากัน แต่ก็จะมีดราม่าออกมาให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุ ดูภายนอกเหมือนเสียหายไม่เยอะ แต่ประกันภัยกลับแจ้งว่าขอคืนทุนประกัน หรือตีเป็นซากรถแทนการซ่อมนั้นเอง
โดยเหตุผลหลักอันดับหนึ่งคือ ราคาแบตเตอรี่
ในรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ High Voltage คือชิ้นส่วนที่แพงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 40-60% ของราคารถ หากอุบัติเหตุนั้นกระทบกระเทือนถึงตัวแบตเตอรี่ หรือเคสแบตเตอรี่ (Housing) แม้เพียงเล็กน้อย ทางผู้ผลิตมักจะมีนโยบาย "ห้ามซ่อม เปลี่ยนลูกใหม่เท่านั้น" เพื่อความปลอดภัย
ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ 1 ลูก ราคาหลักแสนถึงหลักล้าน ไปรวมกับค่าซ่อมตัวถังอื่นๆ ทำให้ค่าซ่อมรวมพุ่งทะลุ 70% ของทุนประกัน ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของ คปภ. และบริษัทประกัน หากค่าซ่อมเกิน 70% จะต้องตีเป็น Total Loss (คืนทุน) ทันที
ไม่มีช่างคนไหนอยากเสี่ยงซ่อมแบตเตอรี่ที่ถูกกระแทกแน่นอน เพราะ หากแบตเตอรี่มีรอยบุบ หรือเซลล์ภายในเสียหาย เสี่ยงต่อการเกิด Thermal Runaway (ไฟลุกไหม้เอง) ในภายหลังได้ เพื่อตัดปัญหาความเสี่ยงที่รถจะไปไฟไหม้ที่บ้านลูกค้า บริษัทประกันและค่ายรถจึงเลือกที่จะ "ตัดจบ" ด้วยการคืนทุนประกัน ดีกว่าเสี่ยงซ่อมแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งความเสียหายจะประเมินค่าไม่ได้
และเป็นเรื่องของตัวเลขทางการเงินครับ ในยุคที่รถ EV มีการลดราคาบ่อยๆ ทำให้ "ทุนประกัน" ของปีถัดไปลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
สมมติรถชนหนัก ค่าซ่อมประเมินมา 5 แสนบาท แต่ราคามือสองในตลาดเหลือ 6 แสนบาท ประกันอาจมองว่าการซ่อมไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สู้จ่ายเงินคืนทุนให้ลูกค้าไปดาวน์รถใหม่ อาจจะเป็นทางออกที่ "วิน-วิน" กว่าสำหรับทุกฝ่าย (ลูกค้าได้เงินก้อนไปเริ่มใหม่ ดีกว่าได้รถซ่อมหนักกลับมาขับ)
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่รถยนต์ที่ถูกชนแล้วจบที่ "คืนทุนประกัน" ง่ายกว่ารถน้ำมัน ไม่ได้แปลว่ารถไม่ดีครับ แต่เป็นเพราะ "โครงสร้างต้นทุน" และ "มาตรฐานความปลอดภัย" ที่สูงกว่ามาก






