ข่าวต่างประเทศ

แพทย์เตือน! นอนกรน ไม่ใช่สัญญาณหลับลึก แต่อาจซ่อนความเสี่ยงโรคร้ายแรง

|
แพทย์เตือน! นอนกรน ไม่ใช่สัญญาณหลับลึก แต่อาจซ่อนความเสี่ยงโรคร้ายแรง

หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่าการนอนกรนเป็นเพียงเสียงรบกวนธรรมดา หรืออาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการนอนหลับสนิท แต่ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าความเชื่อนี้อาจนำไปสู่การละเลยการวินิจฉัยภาวะสุขภาพที่สำคัญ นั่นคือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ภาวะ OSA ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลียในเวลากลางวัน แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงหลายชนิดในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, ภาวะไขมันในเลือดสูง รวมถึง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งล้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอาจเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

กรณีตัวอย่างคือ นายเฉิน อายุ 69 ปี ที่มีปัญหานอนกรนเสียงดังมานาน จนรบกวนการนอนของคู่สมรส เมื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด พบว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางโดยมีดัชนีการกรนสูงถึง 323.9 ครั้งต่อชั่วโมง

สถาบันเวชศาสตร์ป้องกัน Lian An วิเคราะห์ผลการตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Test) จำนวน 879 รายระหว่างปี 2019 – 2025 พบว่า

-48% ของผู้เข้ารับการตรวจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

-หรือกล่าวได้ว่า เกือบ 1 ใน 2 คน มีความผิดปกติของการหายใจระหว่างนอน

-และมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง

ศ.นพ.เจิ้งหน่ายหยวน ผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันเวชศาสตร์ป้องกัน Lian An กล่าวว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าการนอนนานหมายถึงการพักผ่อนที่เพียงพอ แต่สิ่งสำคัญจริง ๆ คือ

-การหายใจต้องสม่ำเสมอระหว่างนอน

-ระดับออกซิเจนในเลือดต้องเพียงพอ

-โครงสร้างการนอนหลับต้องสมบูรณ์

ผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะมีการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำ ๆ ส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจ หายใจตื้น และภาวะขาดออกซิเจน แม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่การนอนที่ถูกขัดจังหวะตลอดคืนทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า

ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 70% ตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบมากกว่า 50%

ผู้ที่มี BMI มากกว่า 24 มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางถึงรุนแรงถึง 82%

ผู้ชายมีอัตราการตรวจพบสูงถึง 76%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เพศชาย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

ส่งผลต่อการนอนหลับลึก เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและสมองเสื่อม

ผลการศึกษายังพบว่า

85% ของผู้ป่วย OSA มีระยะหลับลึก (Deep Sleep) ไม่เพียงพอ

72.4% มีระยะหลับฝัน (REM Sleep) ไม่เพียงพอ

โดยการนอนหลับลึกมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมร่างกายและควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนการนอนหลับระยะ REM มีความสำคัญต่อการจัดเก็บความจำและการควบคุมอารมณ์ หากทั้งสองระยะลดลงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ

-โรคหัวใจและหลอดเลือด

-ความผิดปกติของระบบเผาผลาญ

-ภาวะการรับรู้และความจำเสื่อม

ABOUT THE AUTHOR

oum

ทีมข่าว Siam News