ช่วงสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง ประชาชนหลายท่านอาจหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำได้ยาก อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำที่มองเห็นจะดูไม่สูงมากนัก แต่ก็อาจซ่อนอันตรายที่มองไม่เห็นเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นต่างระดับ สิ่งกีดขวาง เชื้อโรค ตลอดจนสัตว์มีพิษที่หนีน้ำขึ้นมาอาศัยตามพื้นที่แห้ง ทางกรมควบคุมโรคจึงได้ออกเตือนและเน้นย้ำถึงข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วม ดังนี้
1. ระวังน้ำลึกและกระแสน้ำ: ไม่ควรประเมินความลึกจากสายตาเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีหลุม ฝาท่อ หรือพื้นที่ต่างระดับซ่อนอยู่ รวมถึงกระแสน้ำที่อาจทำให้เสียการทรงตัว หากพบว่าน้ำไหลแรงหรือมองไม่เห็นสภาพพื้นด้านล่าง ควรหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น
2. ระวังไฟฟ้ารั่วและไฟฟ้าช็อต: ห้ามเข้าใกล้ปลั๊กไฟ สายไฟ เสาไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จมอยู่ในน้ำโดยเด็ดขาด เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะเมื่อร่างกายเปียก หากพบสายไฟขาดให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
3. ระวังงูและสัตว์มีพิษ: สัตว์เลื้อยคลานอาจหนีน้ำไปหลบตามซอกมุม รองเท้า หรือกองสิ่งของ ควรใช้ไฟฉายส่องก่อนเดินหรือจับสิ่งของ และสวมรองเท้าที่มิดชิด
4. ระวังของมีคมใต้น้ำ: น้ำที่ขุ่นมัวอาจมีเศษแก้ว ตะปู หรือโลหะปะปนอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าและสวมรองเท้าที่เหมาะสมทุกครั้ง
5. ระวังโรคไข้ฉี่หนู: น้ำและโคลนท่วมขังอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียจากปัสสาวะสัตว์ ซึ่งเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก ควรสวมรองเท้าบูทและรีบทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีหลังสัมผัสน้ำท่วม
6. ระวังแผลติดเชื้อและโรคผิวหนัง: ผู้ที่มีบาดแผลควรป้องกันแผลให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง
7. อย่าฝืนเดินต่อหากไม่ปลอดภัย: หากน้ำเริ่มไหลแรงหรือระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรหยุดและหาทางเลือกที่ปลอดภัยทันที
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า หากหลังจากเดินลุยน้ำหรือย่ำโคลนประมาณ 1–2 สัปดาห์ แล้วพบว่าตนเองมีอาการไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อย หรือปวดกล้ามเนื้อ ควรรีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการลุยน้ำท่วมให้แพทย์ทราบทันที เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องต่อไป