วันที่ 9 ก.ย. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า มะเร็งลำไส้ป้องกันได้แค่ไหน? 5 เรื่องที่ควรดูแลตั้งแต่ไม่มีอาการ ปกติเวลาพูดถึงมะเร็งลำไส้ หลายคนจะเริ่มสนใจตอนมีเลือดออกตอนถ่าย น้ำหนักลด หรือถ่ายผิดปกติแล้วครับ แต่จริง ๆ ผมอยากให้เริ่มเร็วกว่านั้นมาก เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนหนึ่งไม่ได้โผล่ขึ้นมาในวันเดียว มันอาจเริ่มจากติ่งเนื้อเล็ก ๆ ในลำไส้ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงสะสมเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง ตรงนี้แหละครับที่ทำให้มะเร็งลำไส้ต่างจากมะเร็งบางชนิดอยู่พอสมควร เราไม่ได้มีแค่โอกาส “หาให้เจอเร็ว” แต่ในบางกรณีเราสามารถ เจอติ่งเนื้อแล้วเอาออกก่อนที่มันจะกลายเป็นมะเร็งได้ด้วย เพราะฉะนั้นคำว่า “ป้องกันมะเร็งลำไส้” ผมไม่ได้หมายถึงกินอาหารชนิดเดียวแล้วจะไม่เป็นนะครับ ผมหมายถึงการลดปัจจัยเสี่ยง พร้อมกับตรวจคัดกรองให้ถูกเวลา เพื่อไม่ปล่อยให้ความผิดปกติที่ยังไม่มีอาการเดินต่อไปเงียบ ๆ หลายปี ถ้าวันนี้ยังถ่ายปกติ ไม่มีเลือดออก และรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดี ผมกลับคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเริ่มดูแล 5 เรื่องนี้ครับ
1️. อย่ารอให้ถ่ายผิดปกติก่อนถึงจะเริ่มคัดกรอง
ข้อนี้ผมให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ เลยครับ เพราะมะเร็งลำไส้ระยะแรกสามารถไม่มีอาการได้ และติ่งเนื้อก่อนมะเร็งยิ่งไม่จำเป็นต้องทำให้รู้สึกอะไรเลย หลายแนวทางปัจจุบันเริ่มแนะนำการคัดกรองมะเร็งลำไส้ในคนความเสี่ยงทั่วไปตั้งแต่อายุประมาณ 45 ปี แต่ช่วงอายุและวิธีตรวจอาจต่างกันตามประเทศ ระบบสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละคนครับ วิธีที่คนไทยเจอบ่อยคือ FIT หรือการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ ตรวจง่าย เก็บตัวอย่างอุจจาระ แล้วดูว่ามีเลือดปริมาณเล็ก ๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็นหรือไม่ ถ้าผลเป็นบวก ขั้นต่อไปคือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อหาต้นเหตุครับ ส่วนการส่องกล้องมีข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าเจอติ่งเนื้อบางชนิด แพทย์สามารถตัดออกได้ในคราวเดียว นี่จึงไม่ใช่แค่ “ตรวจหามะเร็ง” แต่เป็นโอกาสหยุดเส้นทางก่อนมะเร็งจะเกิดด้วย
2️. ถ้าที่บ้านมีมะเร็งลำไส้ อย่ารออายุเท่าคนทั่วไป
เรื่องประวัติครอบครัวสำคัญมากครับ ถ้าพ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูก เคยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือเคยมีติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง โดยเฉพาะถ้าเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย ผมอยากให้เอาข้อมูลนี้ไปคุยกับแพทย์ เพราะบางครอบครัวมีความเสี่ยงจากพันธุกรรม เช่น Lynch syndrome หรือ FAP คนกลุ่มนี้อาจต้องเริ่มคัดกรองเร็วกว่าคนทั่วไป และอาจต้องตรวจถี่ขึ้นด้วยครับ สิ่งที่ผมอยากให้ทำง่าย ๆ คือกลับไปถามคนในบ้านให้ชัด ใครเคยเป็นมะเร็งอะไร เป็นตอนอายุเท่าไร เคยมีติ่งเนื้อลำไส้หรือไม่ ข้อมูลแบบนี้มีค่ามากกว่าคำว่า “บ้านผมไม่มีใครเป็นโรคร้ายแรง” แบบกว้าง ๆ ครับ เพราะถ้ารู้ความเสี่ยงเร็ว เราวางแผนตรวจได้เร็วขึ้นอีกหลายปี
3️. ลดเนื้อแปรรูปและเนื้อแดงที่กินซ้ำบ่อย ๆ แล้วเพิ่มไฟเบอร์ให้เห็นจริงในแต่ละวัน
เรื่องอาหารผมไม่อยากให้กลายเป็นว่า ตั้งแต่วันนี้ห้ามแตะหมู ห้ามกินเนื้อ ห้ามกินอะไรอร่อยเลยครับ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าคือดูว่า “เรากินอะไรซ้ำเป็นประจำ” ถ้ามื้อเช้าเป็นไส้กรอก เที่ยงมีหมูกรอบ เย็นเป็นเนื้อแปรรูปอีก ผักน้อย ผลไม้น้อย ธัญพืชน้อย แพตเทิร์นแบบนี้ควรปรับครับ อาหารประเภท processed meat เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม เนื้อรมควัน หรือเนื้อแปรรูปที่กินบ่อย มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนเนื้อแดงก็ไม่ได้แปลว่าห้ามกินตลอดชีวิต แต่ปริมาณและความถี่มีความหมาย สิ่งที่ผมอยากให้ทำคือ “แทน” มื้อหนึ่งเปลี่ยนจากไส้กรอกเป็นไข่ จากหมูติดมันเป็นปลา เพิ่มเต้าหู้หรือถั่วเข้าไป แล้วให้ผักกินจริง ไม่ใช่วางแตงกวาสองชิ้นข้างจานแล้วถือว่าครบครับ ไฟเบอร์จากผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีสัมพันธ์กับสุขภาพลำไส้ที่ดีขึ้น และช่วยให้การขับถ่ายเป็นระบบมากขึ้นด้วย อาหารที่ดีต่อการป้องกันมะเร็งลำไส้จึงไม่ใช่ “ซูเปอร์ฟู้ดหนึ่งอย่าง” แต่เป็นภาพรวมของจานที่ทำซ้ำทุกวันครับ
4️. พุง น้ำหนัก การไม่ขยับ บุหรี่ และแอลกอฮอล์ เดินมาเป็นแพ็กเดียวกันได้
มะเร็งลำไส้ไม่ได้มีแต่เรื่องอาหารในลำไส้ครับ ภาวะอ้วน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง การไม่ค่อยขยับ สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์มาก ล้วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ถ้าชีวิตวัยทำงานเป็นแบบ นั่งหน้าคอมทั้งวัน ขับรถกลับบ้าน กินมื้อใหญ่ตอนดึก แทบไม่ออกกำลัง น้ำหนักขึ้นปีละนิด รอบเอวเพิ่มโดยไม่รู้ตัว สิบปีผ่านไป ร่างกายไม่ได้รับผลแค่เรื่องพุงครับ มันกระทบทั้งอินซูลิน การอักเสบ ระบบเผาผลาญ และความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายอย่างพร้อมกัน สิ่งที่ผมอยากให้เริ่มคือการขยับให้เป็นกิจวัตร เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เวท หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ทำต่อเนื่อง แนวทางทั่วไปมักใช้เป้าหมายกิจกรรมระดับปานกลางประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเพิ่มการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ตามความเหมาะสม ไม่ต้องรอให้ผอมก่อนครับ การขยับมากขึ้นมีประโยชน์ตั้งแต่ก่อนน้ำหนักจะลดด้วยซ้ำ
5️. ถ้ามีอาการใหม่ อย่าเอาคำว่า “ริดสีดวง” หรือ “ท้องผูก” มาปิดเรื่องเร็วเกินไป
อันนี้ผมอยากฝากไว้มากครับ เพราะอาการของมะเร็งลำไส้หลายอย่างซ้อนกับโรคธรรมดาได้ ถ่ายเป็นเลือดอาจมาจากริดสีดวง ท้องผูกอาจมาจากอาหาร ท้องเสียอาจมาจากลำไส้แปรปรวน ปวดท้องอาจเกิดได้เป็นสิบสาเหตุ แต่สิ่งที่ผมดูคือ มันใหม่ไหม เปลี่ยนจากเดิมไหม และเป็นต่อเนื่องหรือเปล่า เช่น เดิมถ่ายทุกวัน แล้วช่วงหลังถ่ายยากสลับท้องเสียต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เริ่มมีเลือดปนในอุจจาระ อุจจาระเปลี่ยนลักษณะชัดเจนร่วมกับอาการอื่น น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซีด เหนื่อยง่าย ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง อาการแบบนี้ควรไปตรวจครับ โดยเฉพาะถ้ามีอายุหรือประวัติครอบครัวที่เพิ่มความเสี่ยงอยู่แล้ว การเคยเป็นริดสีดวงมาก่อนไม่ได้แปลว่าเลือดออกครั้งใหม่ทุกครั้งต้องมาจากริดสีดวงเสมอ ร่างกายเปลี่ยนเมื่อไร เราก็ประเมินใหม่เมื่อนั้นครับ
ถ้าอยากเริ่มป้องกันตั้งแต่วันนี้ ผมอยากให้ทำประมาณนี้ครับ
- รู้ว่าตัวเองควรเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้เมื่อไร โดยเฉพาะคนอายุเข้าใกล้ช่วง 45 ปีขึ้นไปหรือมีประวัติครอบครัว
- ลดเนื้อแปรรูปที่กินเป็นประจำ และสลับปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว หรือเนื้อไม่ติดมันเข้ามา
- ให้ผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีมีอยู่จริงในอาหารแต่ละวัน
- รักษารอบเอวและน้ำหนัก พร้อมขยับร่างกายสม่ำเสมอ
- งดสูบบุหรี่ และจำกัดแอลกอฮอล์
- ถ้ามีเลือดออกทางทวาร การขับถ่ายเปลี่ยน น้ำหนักลด หรือซีดผิดปกติ ให้ตรวจหาสาเหตุครับ
สรุปครับ ถ้าถามผมว่า มะเร็งลำไส้ป้องกันได้แค่ไหน คำตอบคือ เราป้องกันได้ “บางส่วน” และที่สำคัญมากคือ เรามีโอกาสพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็งได้ครับ นี่จึงเป็นโรคที่ผมไม่อยากให้รอจนมีอาการหนัก ช่วงที่ยังถ่ายปกติ ยังไม่มีเลือด ยังเดินกินข้าวใช้ชีวิตได้ตามปกติ นี่แหละครับคือช่วงที่เหมาะกับการถามว่า อายุถึงเวลาคัดกรองหรือยัง บ้านเรามีประวัติมะเร็งลำไส้ไหม อาหารทุกวันนี้มีผักกับไฟเบอร์พอหรือเปล่า เนื้อแปรรูปกินบ่อยแค่ไหน รอบเอวกำลังเพิ่มขึ้นทุกปีไหม เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดหลายครั้งไม่ได้เริ่มตอนเรารู้สึกป่วย มันเริ่มตอนที่ ยังไม่มีอาการอะไรเลย แต่เราเลือกตรวจและดูแลไว้ก่อน ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ