ข่าวสังคม - โซเชียล

แพทย์ มช. เตือน! แผลในปาก ไม่ได้เป็นร้อนในเสมอไป อาจเป็นสัญญาณมะเร็งในช่องปาก

|
แพทย์ มช. เตือน! แผลในปาก ไม่ได้เป็นร้อนในเสมอไป อาจเป็นสัญญาณมะเร็งในช่องปาก

อาการแผลสีขาวหรือแผลในช่องปากถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยและสร้างความรบกวนในชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเจ็บแสบขณะรับประทานอาหาร หรือความยากลำบากในการพูดคุย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักปล่อยทิ้งไว้เนื่องจากเชื่อว่าอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้เองตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแผลดังกล่าวกลับมีระยะเวลาการฟื้นตัวที่ช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเรื้อรังนานเกินกว่า 14 วัน ไม่ควรชะล่าใจหรือปล่อยไว้โดยเด็ดขาด เนื่องจากความผิดปกติเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ "แผลร้อนในธรรมดา" แต่คือสัญญาณเตือนภัยระยะแรกของ "มะเร็งช่องปาก" ซึ่งหากพบความผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกวิธี

ล่าสุด ผศ.พญ.ดนยรัตน์ บุญเลิศ อาจารย์ประจำหน่วยศัลยกรรมศีรษะและคอ มะเร็งวิทยา และศูนย์บำบัดด้วยออกซิเจน ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า แผลในปากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเพียงแผลร้อนในเสมอไป โดยเฉพาะแผลที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งช่องปาก ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะมีโอกาสรักษาหายได้สูง

ผศ.พญ.ดนยรัตน์ กล่าวว่า หลายคนมักเข้าใจว่า “เป็นแค่แผลในปาก เดี๋ยวก็หายเอง” เมื่อพบแผลหรือความผิดปกติภายในช่องปาก แต่ในความเป็นจริง แผลในช่องปากที่ไม่หายภายในระยะเวลาที่ควรเป็น อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจหาสาเหตุ

ทั้งนี้ มะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มมะเร็งศีรษะและคอ คิดเป็นร้อยละ 25 ของมะเร็งศีรษะและคอทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยพบอุบัติการณ์ในเพศชาย 5.5 ต่อประชากร 100,000 คน และเพศหญิง 4.3 ต่อประชากร 100,000 คน

ผศ.พญ.ดนยรัตน์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มะเร็งช่องปากมักได้รับการวินิจฉัยค่อนข้างล่าช้า เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจชะล่าใจ และคิดว่าเป็นเพียงแผลในช่องปากธรรมดา ทั้งที่ความผิดปกติภายในช่องปากควรได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะหากพบว่าแผลไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ดังนั้น หากมีแผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรมาพบแพทย์ทุกกรณี ไม่ควรพยายามสังเกตอาการต่อไปด้วยตนเองเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเตือนอื่น ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ แผลในช่องปากที่มีเลือดออก เจ็บ โตเร็ว ร่วมกับอาการกลืนติด กลืนลำบาก พูดไม่ชัด หรือลิ้นแข็ง รวมถึงมีฟันโยก ฟันคลอน หรือฟันหลุดเองในตำแหน่งที่มีแผล ซึ่งบางรายอาจพบแผลทะลุบริเวณแก้ม คาง หรือริมฝีปาก รวมถึงมีอาการชาที่คาง ริมฝีปาก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้มโดยไม่ทราบสาเหตุ หากพบรอยปื้นสีแดง หรือสีน้ำตาลดำในช่องปาก คลำพบก้อนที่คอหรือบริเวณต่อมน้ำเหลือง ใบหน้าผิดรูปจากก้อนหรือมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงฟันปลอมที่เคยใส่ได้แต่กลับรู้สึกคับ หลวม หรือใส่ไม่ได้ ก็ควรเข้ารับการตรวจเช่นกัน

ผศ.พญ.ดนยรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือ บางครั้งอาจไม่มีแผลให้เห็นอย่างชัดเจน หรือไม่ได้มีอาการเจ็บมาก แต่กลับพบว่าลิ้นขยับได้ลดลง พูดไม่ชัด มีฟันโยก หรือฟันปลอมที่เคยใส่ได้กลับไม่พอดี ซึ่งล้วนเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งช่องปาก ผศ.พญ.ดนยรัตน์ ระบุว่า ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การเคี้ยวหมาก และการมีแผลเรื้อรังจากการเสียดสีของฟันหรือฟันปลอมที่ไม่พอดี โดยผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากกว่าคนปกติถึง 6 เท่า และหากดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 15 เท่า ขณะที่การเคี้ยวหมากและพลูมีสารก่อมะเร็งโดยตรง อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งช่องปากได้ ส่วนเชื้อ HPV อาจตรวจพบได้บ้างในเนื้อเยื่อช่องปาก แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของมะเร็งช่องปาก

ส่วนการตรวจสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง ผศ.พญ.ดนยรัตน์ แนะนำว่า ประชาชนสามารถยืนหน้ากระจกในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ และถอดฟันปลอมออกหากมี จากนั้นตรวจริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานปาก ลิ้น ใต้ลิ้น และพื้นปาก เพื่อสังเกตว่ามีแผล รอยแดง ก้อน หรือความผิดปกติหรือไม่ พร้อมใช้มือคลำบริเวณใต้คางและลำคอว่ามีก้อนแข็งหรืออาการบวมผิดปกติหรือไม่ หากพบแผลหรือความผิดปกติที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

หากสงสัยว่าเป็นมะเร็งช่องปาก ผศ.พญ.ดนยรัตน์ กล่าวว่า แพทย์จะตรวจร่างกายในส่วนของช่องปากและคออย่างละเอียด และอาจตรวจด้วยการส่องกล้องเพื่อดูรายละเอียดภายในช่องปาก โคนลิ้น และหลอดอาหารส่วนคอเมื่อมีข้อบ่งชี้ ส่วนกรณีที่รอยโรคมีลักษณะสงสัยมะเร็ง หรือพบเนื้องอกหรือแผลที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ อาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย เนื่องจากเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันโรค

ทั้งนี้ แผลในช่องปากที่เกิดจากสาเหตุทั่วไป เช่น แผลร้อนใน สามารถหายเองได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น หากเป็นแผลที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ จึงควรมาพบแพทย์

ผศ.พญ.ดนยรัตน์ กล่าวอีกว่า มะเร็งช่องปากระยะเริ่มต้น หรือระยะที่ 1 และ 2 มีการพยากรณ์โรคที่ดีมาก โดยมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงถึง 70–90% และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น การสังเกตความผิดปกติในช่องปากและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพบแผลที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ การลดความเสี่ยงของมะเร็งช่องปากสามารถเริ่มต้นได้จากการงดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รักษาสุขภาพช่องปากให้แข็งแรง และพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีปื้นแดงในช่องปาก หรือ Erythroplakia ควรตรวจติดตามทุก 3–6 เดือนตามแพทย์นัด ขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเช่นกัน

ABOUT THE AUTHOR

oum

ทีมข่าว Siam News