ผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกษเคมีหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยในการบำรุงและเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในเรื่องสุขภาพคือ ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคผลไม้บางชนิด เช่น ผลไม้ที่มีรสหวานจัด ผลไม้แห้ง หรือผลไม้ที่เริ่มมีสภาพไม่สมบูรณ์ กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
จากการศึกษาและหลักฐานทางวิชาการในภาพรวม พบว่าไม่ควรเหมารวมว่าผลไม้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในทางตรงกันข้าม การรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมและหลากหลาย กลับมีความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริโภคอาหารที่มีผักและผลไม้เป็นองค์ประกอบหลัก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและพิจารณาเป็นพิเศษคือ รูปแบบของการแปรรูป ปริมาณการบริโภค และความสดใหม่ของผลไม้ ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะผลไม้ใน 3 กลุ่มที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องงดบริโภคโดยสิ้นเชิง แต่ควรทำความเข้าใจและเรียนรู้วิธีการบริโภคให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวิถีชีวิต เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลไม้โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ
1. ผลไม้แห้งและผลไม้เชื่อม
น้ำตาลอาจมากกว่าที่เห็นผลไม้แห้งไม่ได้เป็นอาหารอันตราย และยังมีใยอาหารกับสารอาหารบางส่วนอยู่ แต่เมื่อผ่านกระบวนการนำความชื้นออก ผลไม้จะมีขนาดเล็กลง ขณะที่น้ำตาลและพลังงานต่อปริมาณน้ำหนักจะเข้มข้นขึ้น ทำให้เผลอกินมากกว่าผลไม้สดได้ง่าย ผลไม้แห้งบางชนิดไม่มีน้ำตาลเติมเพิ่ม แต่ผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น ผลไม้อบแห้งปรุงรส ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม หรือผลไม้เคลือบน้ำตาล อาจมีน้ำตาลเติมเพิ่มในปริมาณสูง จึงควรอ่านฉลากและตรวจสอบคำว่า น้ำตาล น้ำเชื่อม กลูโคส ฟรุกโตส หรือน้ำผลไม้เข้มข้นก่อนซื้อ
สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ NHS ระบุว่า ผลไม้แห้งหนึ่งส่วนอยู่ที่ประมาณ 30 กรัม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าผลไม้สดหนึ่งส่วนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งหากจะทาน ยังแนะนำให้เลือกผลไม้กระป๋องในน้ำผลไม้ธรรมชาติแทนชนิดแช่น้ำเชื่อม ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผลไม้แห้งทุกชนิด แต่เกิดจากการกินครั้งละมากๆ หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำตาลสูงเป็นประจำ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือกำลังควบคุมน้ำหนักควรระวังขนาดรับประทานเป็นพิเศษ
ผลไม้แช่แข็งไม่ใช่ผลไม้แห้ง และไม่ได้อันตรายเสมอไป ผลไม้แช่แข็งธรรมดาที่ไม่ได้เติมน้ำตาลยังถือเป็นตัวเลือกที่มีประโยชน์ ไม่ควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับผลไม้เชื่อมหรือผลไม้อบแห้งปรุงรส องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องสามารถเป็นทางเลือกที่ดีได้ หากไม่มีน้ำตาลเติมเพิ่มหรือโซเดียมมากเกินไป
2. ผลไม้ขึ้นรา หรือเน่า อย่าตัดเฉพาะจุดแล้วกินต่อ
หลายคนเสียดายผลไม้ที่เริ่มขึ้นราเพียงเล็กน้อย จึงตัดส่วนที่เห็นว่าเสียออกแล้วกินเนื้อส่วนที่เหลือ แต่สำหรับผลไม้ที่มีเนื้อนุ่มหรือมีความชื้นสูง เส้นใยของเชื้อราอาจแพร่ลึกลงไปใต้พื้นผิวมากกว่าส่วนที่มองเห็นด้วยตาเปล่า กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ แนะนำให้ทิ้งผักและผลไม้เนื้อนุ่มที่ขึ้นรา เพราะอาจมีการปนเปื้อนลึกลงไปใต้ผิว ส่วนอาหารที่มีเนื้อแน่นและความชื้นต่ำบางชนิดอาจตัดบริเวณรอบรอยราออกได้อย่างน้อยประมาณ 2.5 เซนติเมตร แต่ต้องระวังไม่ให้มีดสัมผัสเชื้อราแล้วปนเปื้อนไปยังส่วนอื่น
หากผลไม้มีรอยรา เนื้อเละ มีเมือก มีกลิ่นหมักผิดปกติ หรือมีน้ำไหลออกมา ควรทิ้งทั้งผล ไม่ควรนำไปล้าง ปั่น หรือผ่านความร้อนเพื่อหวังว่าจะปลอดภัยขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า การกินผลไม้ขึ้นราหนึ่งครั้งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองโดยตรง ประเด็นที่ควรกังวลมากกว่าคือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร อาการแพ้ การระคายเคือง และสารพิษจากเชื้อราบางชนิด
3. ผลไม้รสหวานกินได้ แต่ระวังปริมาณ
ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน และมะม่วงสุกเป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็น “ผลไม้ต้องห้าม” หรือกินแล้วจะทำให้เลือดข้นจนเกิดโรคหลอดเลือดสมองทันที
ผลไม้สดทั้งผลยังมีใยอาหาร น้ำ วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งแตกต่างจากขนมหวานหรือน้ำหวานที่มีน้ำตาลเติมเพิ่ม ปัญหามักเกิดเมื่อรับประทานครั้งละมาก เช่น กินผลไม้หวานเป็นกิโลกรัม กินแทนอาหารหลายมื้อ หรือรับประทานต่อจากมื้ออาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูงอยู่แล้ว ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถรับประทานผลไม้ทั้งผลได้ แต่ควรเลือกขนาดรับประทานที่เหมาะสม เพราะคาร์โบไฮเดรตมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ การกินผลไม้ทั้งผลยังดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เนื่องจากน้ำผลไม้ทำให้ได้รับน้ำตาลจำนวนมากได้ง่ายและมีใยอาหารน้อยกว่า