วันที่ 26 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ระบุว่า หลายคนตรวจเลือดแล้วเห็นครีอะตินีนปกติ ค่า eGFR ยังดี ก็รีบสรุปว่าไตแข็งแรงเต็มร้อย แต่พอตรวจปัสสาวะกลับพบอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วครับ
เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะค่าเลือดบอกว่าไตยังกรองของเสียได้แค่ไหน ส่วนโปรตีนในปัสสาวะช่วยบอกว่า “ตัวกรองของไตเริ่มรั่วหรือยัง” ระยะแรกไตอาจยังทำงานชดเชยได้ดีจนค่าเลือดไม่เปลี่ยน แต่ความเสียหายเริ่มเกิดแล้ว วันนี้ผมอยากให้ลองเช็กทั้งอาการและผลปัสสาวะ อย่ารอให้ค่าไตตกก่อนค่อยยอมดูแลครับ
1.ปัสสาวะเป็นฟองมากและฟองอยู่นานกว่าปกติ
โปรตีนที่รั่วออกมาอาจทำให้ปัสสาวะเกิดฟองละเอียดคล้ายฟองเบียร์ และฟองค้างอยู่นานครับ แต่ต้องบอกให้ชัดว่าปัสสาวะมีฟองครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าไตเสื่อม เพราะฉี่แรง ปัสสาวะเข้มข้น หรือน้ำยาทำความสะอาดในโถก็ทำให้เกิดฟองได้ จุดที่ควรสงสัยคือเป็นซ้ำเกือบทุกวัน ฟองมากผิดจากเดิม หรือมีอาการบวมร่วมด้วย แบบนี้ควรตรวจปัสสาวะ ไม่ใช่ยืนวิเคราะห์ฟองอยู่หน้าห้องน้ำเป็นเดือนครับ
2.หนังตาบวมตอนเช้า หรือข้อเท้าบวมช่วงเย็น
เมื่อโปรตีนในเลือดรั่วออกทางปัสสาวะมากขึ้น น้ำอาจเคลื่อนออกไปค้างตามเนื้อเยื่อ ทำให้หนังตาบวม หน้าอูม หรือข้อเท้าบวมได้ครับ บางคนกดหน้าแข้งแล้วบุ๋ม หรือถุงเท้ารัดเป็นรอยชัดขึ้น แต่อาการบวมมีได้จากหลายสาเหตุ ทั้งกินเค็ม โรคหัวใจ ตับ หรือยาบางชนิด จึงต้องตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรเห็นบวมแล้วรีบซื้อยาขับปัสสาวะมากินเองครับ
3.ความดันเริ่มสูงหรือคุมยากขึ้น
ไตกับความดันทำร้ายกันไปมาครับ ความดันสูงทำลายหลอดเลือดฝอยในไตจนโปรตีนรั่ว ขณะเดียวกันเมื่อไตเริ่มเสียสมดุลเรื่องน้ำและเกลือ ความดันก็ยิ่งสูงขึ้น คนที่เคยคุมได้แต่ช่วงหลังตัวเลขขยับ หรือกินยาแล้วความดันยังแกว่ง ควรตรวจทั้งค่า eGFR และโปรตีนในปัสสาวะ ไม่ใช่เพิ่มยาอย่างเดียวโดยไม่ดูว่าไตเริ่มส่งสัญญาณหรือยังครับ
4.เป็นเบาหวานแต่น้ำตาลไม่ได้สูงมาก ก็ยังต้องตรวจโปรตีนรั่ว
เบาหวานทำร้ายตัวกรองเล็ก ๆ ในไตได้ตั้งแต่ระยะที่ค่าเลือดยังดูปกติครับ บางคน HbA1c ไม่ได้สูงจนน่าตกใจ แต่เป็นมาหลายปี มีความดันหรือไขมันร่วมด้วย ความเสียหายก็สะสมได้ การตรวจครีอะตินีนอย่างเดียวจึงไม่พอ คนเป็นเบาหวานควรดูทั้ง eGFR และค่าอัลบูมินต่อครีอะตินีนในปัสสาวะ หรือ uACR ตามแผนที่หมอแนะนำครับ
5.ค่า uACR เท่าไรถึงต้องระวัง
ค่า uACR ต่ำกว่า 30 mg/g จัดว่าอยู่ในระดับปกติถึงเพิ่มเล็กน้อย ส่วน 30–300 mg/g คือมีอัลบูมินรั่วระดับปานกลาง และ มากกว่า 300 mg/g คือรั่วมากครับ แม้ eGFR ยังเกิน 60 แต่ถ้า uACR สูงต่อเนื่องก็อาจเป็นหลักฐานของโรคไตได้ เพราะฉะนั้นอย่าเห็นคำว่า “ค่าไตปกติ” แล้วมองข้ามช่องปัสสาวะเด็ดขาดครับ
6.ตรวจเจอครั้งเดียว ยังไม่ควรรีบสรุปว่าไตเสื่อมถาวร
โปรตีนในปัสสาวะอาจสูงชั่วคราวหลังออกกำลังกายหนัก มีไข้ ขาดน้ำ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือมีเลือดประจำเดือนปนได้ครับ ถ้าผลผิดปกติ หมอมักพิจารณาตรวจซ้ำในช่วงที่ร่างกายปกติ เพราะโรคไตเรื้อรังต้องมีความผิดปกติต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน ไม่ใช่เห็นผลครั้งเดียวแล้วประกาศว่าตัวเองเป็นไตเสื่อมทันที แต่ก็อย่าทิ้งผลไว้เฉย ๆ จนลืมตรวจซ้ำครับ
7.ใครบ้างที่ควรเช็ก แม้ยังไม่มีอาการ
ผมอยากให้คนที่เป็นเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ อ้วนลงพุง สูบบุหรี่ หรือมีคนในครอบครัวเป็นไตวาย ให้ความสำคัญกับการตรวจปัสสาวะมากขึ้นครับ เพราะไตเสื่อมระยะแรกมักเงียบ ไม่มีปวดเอว ไม่มีปัสสาวะน้อย และยังทำงานได้ตามปกติ การรอให้มีอาการชัดเท่ากับรอให้ไตเสียหน้าที่ไปมากแล้วครับ
ถ้าพบโปรตีนรั่ว ควรเริ่มดูแลยังไง?
-คุมความดันและน้ำตาลให้ถึงเป้าหมายที่หมอกำหนด เพราะสองเรื่องนี้เป็นตัวเร่งสำคัญของไตเสื่อม
-ลดเค็ม โดยเฉพาะน้ำปลา ซอสปรุงรส ของหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป
-ไม่กินโปรตีนหรือเวย์ปริมาณสูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะถ้ามีโรคไตอยู่แล้ว ให้ปรึกษาหมอหรือนักกำหนดอาหารก่อน
-ระวังยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาชุดที่ไม่รู้ส่วนผสม อย่าซื้อกินต่อเนื่องเอง
-งดบุหรี่ คุมน้ำหนัก และขยับร่างกายสม่ำเสมอ
-ตรวจ uACR และ eGFR ซ้ำตามนัด เพราะการดูแนวโน้มสำคัญกว่าตัวเลขครั้งเดียว
-ถ้ามียาที่หมอให้เพื่อปกป้องไต ให้กินตามแผน ไม่หยุดเองเพราะเห็นว่าค่าเลือดยังปกติครับ
ค่าไตในเลือดปกติถือเป็นเรื่องดีครับ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าตัวกรองของไตยังไม่เริ่มรั่ว โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวาน ความดัน หรือปัสสาวะเป็นฟองซ้ำร่วมกับอาการบวม ผมอยากให้ดูผลตรวจสองด้านเสมอ คือ eGFR ดูกำลังการกรอง และ uACR ดูความเสียหายของตัวกรอง ยิ่งเจอโปรตีนรั่วเร็ว เรายิ่งมีโอกาสคุมสาเหตุและชะลอไตเสื่อมได้ก่อนตัวเลขค่าไตจะตกจริงครับ