เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางอีกครั้ง เมื่ออดีตซูเปอร์สตาร์ชื่อดัง ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ได้มาเปิดใจถึงเรื่องราวชีวิตในรายการ 'คนล้มลุก' ซึ่งดำเนินรายการโดย อั๋น ภูวนาท คุนผลิน ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ฟิล์ม รัฐภูมิ ได้ย้อนเล่าถึงบทเรียนชีวิตอันทรงคุณค่า ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ต้องเผชิญความยากลำบากในวัยเด็ก โดยเขาได้เปิดเผยว่าเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะขาย เพื่อจุนเจือครอบครัว
ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงและประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ซึ่งมีผลงานโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เรื่องราวการต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรคในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อของเขา พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม

โดยเผยว่า “ตอนดังมากๆ ไม่เคยเข้าข้างตัวเอง คิดว่าเป็นฟิล์มคนเดิม อยู่แบบเดิม แต่รู้สึกดีใจ เป็นความภาคภูมิใจไปเวทีระดับโลก สร้างชื่อเสียงให้ไทย ไปไหนก็มีคนเข้ามาหอมแก้ม เข้ามากอด ดังมันเป็นแบบนี้นี่เอง เหมือนที่เราฝันไว้เลย
ตอนเด็ก เป็นเด็กคนนึงที่ไม่ได้รวยมาก ช่วงปิดเทอมต้องทำงานตลอดเพื่อให้ได้เงิน มันไม่ได้มีความจำเป็น แต่รู้สึกว่าเราต้องทำ เพราะอยากให้พ่อแม่สบาย ตอนผมโตแล้ว ต้องเอาเศษเหล็กเหลือใช้มาขาย เพราะพ่อทำแอร์ ผมก็รู้จักการแยกเหล็ก แยกทองแดง ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ผมรู้ว่าอะไรมีค่าในขยะ ผมเริ่มดูถังขยะว่าอะไรมีค่าบ้าง เก็บมาให้พ่อซ่อม แล้วเอาไปขายมือสอง ผมเอาเสื่อปูตามทางเท้าแล้วขายของ
แม่พาไปโรบินสัน รัชดา เห็นพี่ต่อ นันทวัฒน์ เดินอยู่ คนเดินตามแล้วกรี๊ดทั้งห้าง มันเหมือนเปิดโลก ทำไมมีคนรัก ทำไมดูดีจังเลย ทำไมดูมีพลัง มันต้องเป็นเรา ก็บอกแม่ว่าผมจะเป็นอันนี้ แม่ก็หัวเราะ จะเป็นดาราเหรอ สภาพทุเรศมาก เด็กตากแดดตลอด ฟันเก ตอนนั้นผมเตี้ย ดำด้วย ออกแดดตลอด แม่ก็ขำ แม่ลูบหัว ถ้าแม่บอกว่าจะบ้าเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก มึงต้องเรียน ผมก็คงไม่ฝัน แต่แม่ผมกอดลูบหัวแล้วหัวเราะ บอกโอเค ลูกดังแน่นอน ผมก็เลยคิดว่าคำว่าดาราผมต้องเป็นให้ได้ ตั้งแต่วันนั้นมา ผมไม่เคยโฟกัสอย่างอื่นเลย

ตอนอยู่ม.1 - ม. 3 มีแมวมองเดินมาเจอผม ยื่นนามบัตรให้ผม บอกว่าน้อง พี่อยากให้น้องเป็นดารา น้องลองไปถ่ายดูสิ ก็ถามเพื่อนว่ากูหล่อเหรอ ต้องไปเปล่าวะ เพื่อนบอกมึงต้องไป พอไปก็ได้งานแรก เป็นตัวประกอบ แต่ไม่รู้ว่าเราคือตัวประกอบ เขาบอกฟิล์มได้เล่นละครนะ กลับมาตะโกนดีใจ บอกพ่อแม่ว่าหยุดทำงานฟิล์มเป็นดาราแล้ว แต่พอไปถึงเดินผ่านกล้อง ผ่านไปผ่านมา
เราก็อ๋อ เราคือตัวประกอบนี่หว่า แล้วเราจะทำยังไง เราจะไปนั่งในเต็นท์ เรานั่งกลางแดด กินข้าวกล่อง เราก็มอง เมื่อไหร่จะได้ไปนั่งตรงนั้น ตอนนั้นพี่ฮิวโก้ จุลจักร เป็นพระเอก ผมเป็นตัวประกอบเรื่องแรก พี่ฮิวโก้เล่นกับเอมี่ เรื่องเงาปริศนา ผมก็เป็นเงาปริศนาจริงๆ ตอนนั้น เป็นตัวประกอบ 20-30 เรื่องเคสงานเป็นร้อยงาน ไม่เคยได้สักงาน ทำไงก็ไม่ได้ ไม่ทัชใจคน วินาทีที่เลิกล้ม ไปเดินห้าง เจอแมวมองคนใหม่ที่มาเปิดโลกใบใหม่ของผม คือคุณพชร์ อานนท์ เขาให้ผมไปแคสงานเป็นนักรักบี้ ผมก็ไปแคส เขาโทร.กลับมาว่าผ่าน ไปเล่น สรุปเป็นตัวประกอบอยู่ดี แต่เราได้เจอพชร์ อานนท์
มันเกิดขึ้นหลายองค์ประกอบ แต่อย่างแรกคือผมเดินไปรับค่าตัวที่เธอกับฉัน แต่มีวงนึงเขายืนอยู่กองถ่าย อยู่ๆ เขาโหวกเหวก เหมือนมีปัญหากัน ผมก็เสนอหน้าไปมองๆ ว่าเขามีอะไรกัน กองถ่ายเขารู้จักผมอยู่แล้ว เพราะผมเป็นตัวประกอบของพี่พชร์ อานนท์ ทีมงานก็บอกว่าฟิล์ม มานี่ มาถ่ายแบบเลย ก็เลยได้ถ่ายแบบ เพราะฝรั่งคนที่มาถ่าย เขาท้องเสีย เขาไม่มา เขาเลยเรียกผมให้ถ่ายแบบ ผมอยู่หลังสุดของเธอกับฉัน แต่อยู่ๆ มีคนส่งจดหมายมาเยอะว่าไอ้เด็กญี่ปุ่นคนนี้คือใคร เขาเลยบอกฟิล์มมานี่ ขึ้นปกเลย ผมถ่ายขึ้นปกเธอกับฉันเล่มแรก คนเดียว


นั่นแหละครับ เลยมีคำว่าฟิล์ม รัฐภูมิเกิดขึ้น แล้วมันไวมาก พอขึ้นปกเสร็จแล้ว ฮอนด้า ทีมญี่ปุ่นทั้งหมด เขาเมตตาว่าไอ้เด็กญี่ปุ่นคนนี้อยู่ไทยพอดีเลย เขาคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น พอดีอั้ม พัชราภา ดังมาก เขาต้องการถ่ายกับคนญี่ปุ่นที่ถ่ายตากล้องญี่ปุ่นแล้วพูดคำว่าคิเรเนะคำเดียว แล้วผมขึ้นปกพอดี เขาบอกเอาเด็กญี่ปุ่นคนนี้มาถ่ายฮอนด้าตัวนี้ กลายเป็นว่าคนตามหาฟิล์ม รัฐภูมิกันหมด ทั้งที่คนทั้งประเทศอาจไม่รู้จักแต่แมวมอง ค่ายเพลงต่างๆ พี่พชร์เลยพาผมเข้าสู่วงการเพลงที่แกรมมี่ เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยมีใครรู้ เขาให้ผมเรียนร้องเพลงทั่วไป แต่โปรเจกต์สั้นๆ ทีนทอล์ก จับเด็กรุ่นใหม่สามคน มีผม เป๊ก ผลิตโชค แบงค์ บอยแบนด์ ตอนนั้นมาก่อนดีทูบีก่อน ลองทำแก๊งนี้สิ แต่ก่อนญี่ปุ่นมีเด็กๆ ออกมา ตอนนั้นเอาเพลงชาวบ้านมาโคฟเวอร์ปล่อยในวิทยุก่อน ปรากฏว่าดัง ทำให้คนถามว่าวงเด็กสามคนนี้คือใคร งั้นก็ออกอัลบั้มให้เขาเลย มีกระแสมา ก็นัดถ่ายเอ็มวีจะทำคลอดศิลปิน วันที่ถ่ายพวกเราดีใจมาก กอดคอจะได้เป็นนักร้องเต็มตัวแล้ว วันนัดถ่าย ผมกับเป๊กนั่งรอกัน แต่แบงค์ไม่มา ปรากฏว่าเกิดเหตุร้ายแบงค์เสีย เลยต้องยุบโปรเจกต์ลง

ตอนนั้นผมโทษว่าผมเป็นตัวถ่วงของเป๊กเขามากกว่า ผมยังไม่เก่ง ทุกเพลงผมเหมือนแค่ตัวยืนเฉยๆ แล้วใช้เสียงเป๊กเป็นหลักที่เพลงมันดังได้ ผู้ใหญ่เขาเห็นว่าถ้าไม่ฝึกผม ไม่น่าไปรอด มาตรฐานสูงมากแกรมมี่ เขาให้ผมไปฝึกก่อน 2 ปี ผมก็สงสารเพื่อน ผมก็ขอโทษเป๊ก เพราะมันพร้อมมาก มันก็น่ารักนะมันก็จะรอเราก็ไปเรียนซ้อมเรียนเต้น แต่พี่พชร์รอไม่ไหว พี่พชร์บอกว่าได้โปรเจกต์ใหญ่มา เป็นหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์เลย ฟิล์มไปเล่นให้พี่ ผมก็ต้องทำตาม เขาเป็นผู้ปลุกปั้นผม ผมก็เลยต้องออกจากแกรมมี่ไปอาร์เอส สิ่งที่เสียใจที่สุดคือเป๊กเขาเข้าใจว่าผมทิ้งเขา ผมไม่เคยคุยกัน ครั้งนึงเคยงอนกัน ผมก็ขอโทษมันถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นห้างแตก งานพรีเซ็นเตอร์ต่อปี มากกว่า 20 ตั้งแต่หัวยันเท้า ถ่ายทุกอย่างที่ร่างกายจะใช้ของได้ สมัยนั้นมันเป็นยุคที่มาทีละคน มันมีความสุขมากจนเรางง ตื่นมาหน้าบ้านรอกันเต็มแล้ว บ้านผมอยู่ในซอยไม่ได้มีหมู่บ้าน”
