จากกรณีที่ นายสมภพ รัตนวลี หรือ “ติ่งข่าว” ได้ประกาศการตัดสินใจสำคัญในการลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ทีวี (Workpoint TV) โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีผลสืบเนื่องมาจากการปรับลดโครงสร้างองค์กรของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายสมภพฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี 7 เดือน โดยการยุติบทบาทจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
เจ้าตัวยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็แสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าในโลกของธุรกิจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และองค์กรต้องปรับตัวตามพลวัตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ล่าสุด กฤษดา นวลมี ผู้ประกาศข่าวช่อง 7 ออกมาแสดงความเห็นและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ระบุว่า ได้ยินข่าวการปลดระดับ ผอ.ข่าวช่องหนึ่งแล้วใจหาย พูดจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นการปลดหรอก แต่เขาลาออกเอง เพื่อให้น้องๆ คนอื่นในทีมข่าวได้ไปต่อ เหมือนที่ผมเคยบอกว่า ฝ่ายข่าวหรือรายการข่าวจะอยู่ในลำดับแรกๆ เวลาผู้บริหารจะลีนองค์กร ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับคนเราก็คือ อยากรีดไขมันออก ให้ดูเพรียวขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่เขาอาจจะลืมฉุกคิดไปว่า ที่กำลังพยายามรีดออกนั้น เป็นไขมัน หรือเป็นกระดูกกันแน่!
ฝ่ายข่าวเป็นฝ่ายที่ใช้เงินเยอะ ผมก็ยอมรับในส่วนนี้ เพราะวิธีการหาข่าวมาออกอากาศย่อมมีต้นทุนเสมอ ข่าวที่ออกๆ กันทุกวันนี้มันจะไปลอกเขาไม่ได้ มันมีลิขสิทธิ์ ถ้าไม่ซื้อลิขสิทธิ์ภาพข่าวมา ก็ต้องส่งทีมออกไปทำข่าวเอง อย่างน้อยก็ต้องออกรถกันไปสามคน หรือถ้าลดต้นทุนหน่อยก็สองคนพอไหว ไปแค่ช่างภาพกับคนขับรถ กลับมาก็มีคนรอทำบท ตัดต่อ ใส่กราฟิก เอาไปผ่าน บก. ผู้ประกาศ และทีมออกอากาศ ซึ่งมันก็คนทั้งนั้น ดังนั้นต้นทุนค่าจ้างฝ่ายข่าวย่อมสูงเป็นธรรมดา ทั้งค่าข่าว เงินเดือน โอที ฯลฯ
ดังนั้นเมื่อต้องลดคน ลดต้นทุน ผู้บริหารกางงบกำไรขาดทุนดู พิจารณาตัวเลขแล้ว ฝ่ายข่าวจึงดูเป็นฝ่ายที่อุ้ยอ้ายที่สุด ก็เริ่มจากตรงนี้ง่ายสุด แต่ผู้บริหารอาจจะลืมคิดไปอย่างหนึ่งว่า ภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบันและในอนาคตต่อจากนี้อีกหลายปี ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของเนื้อหา คนสามารถเลือกเสพละคร รายการ หรือสารพัดเกมโชว์ที่ท่านนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มอื่นในเวลาที่เขาต้องการได้ ซึ่งสะดวกกับเขามากกว่า แถมบางครั้งยังไม่มีโฆษณามาคั่นให้เสียอารมณ์อีก ดังนั้นโอกาสที่เขาจะชมรายการหรือละครสดๆ ผ่านจอโทรทัศน์จึงน้อยลงไปทุกที ในขณะที่รายการเกมส์โชว์หรือละครสามารถชมย้อนหลังได้
แต่รายการข่าวกลับมีภูมิทัศน์ที่แตกต่างออกไป เพราะหัวใจของข่าว ก็คือ ความสดใหม่ ข่าวคือเรื่องที่ต้องรู้ รู้ทีหลังคือตกข่าวแล้ว ดังนั้นรายการข่าว แค่ดูย้อนหลังวันเดียวก็ไม่ทันคุยกับคนอื่นเขาแล้ว ตลาดวายหมด เหมือนรายการกีฬาที่นิยมชมสดๆ เพราะถ้ามาดูย้อนหลังมันก็รู้ผลหมดแล้ว ใครชนะ ใครแพ้ หมดความบันเทิงพอดี จึงเป็นธรรมดาที่รายการข่าวทางโทรทัศน์จะไม่มีวันตายอย่างที่ผมเคยเปรยไว้ เพราะหากข่าวไม่มีพื้นที่ในสื่อ ก็เหมือนประชาชนถูกปิดหู ปิดตา ซึ่งเค้าย่อมไม่อยากให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นแน่
ถ้าพินิจพิจารณาดูเรตติ้งในปัจจุบัน จะเห็นผลลัพธ์ตามที่ว่า รายการข่าวบางรายการ เรตติ้งสูงกว่าละครช่วงไพรม์ไทม์ในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก เพราะคนยังเลือกเสพข่าวแบบเรียลไทม์ ส่วนละคร เขาสะดวกหรืออยากเมื่อไหร่ค่อยไปดูย้อนหลังเอา บางครั้งจะเห็นเรตติ้งละครทั้งก่อนข่าวและหลังข่าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนเขาเปิดมาเพื่อชมข่าวโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อกลับมาที่คำถามที่ว่า ถ้าจะลีนองค์กรลง ผู้บริหารมองฝ่ายข่าวเป็นไขมันที่พอกตัว หรือมองเป็นกระดูก ที่ทำให้ร่างกายยังได้ใช้ชีวิตต่อไปได้?
การที่ระดับ ผอ.ข่าวลาออก อาจจะดูเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่ออีกหลายชีวิตที่เหลือ ให้เขายังได้ทำงานหาเงินกันต่อ แต่เชื่อเถอะครับว่าร่างกายที่ขาดกระดูกมันก็ย่อมเดินต่อไปได้ลำบาก ดังนั้นการลาออกวันนี้ มันไม่ใช่การลาออกเพื่อให้คนอื่นได้ไปต่อ แต่มันคือการออกของคน ๆ หนึ่ง เพื่อยื้อเวลาให้อีกหลายคนที่เหลืออยู่ได้เตรียมตัว เตรียมใจ มีเวลาหายใจหายคอ หาที่หาทางขยับขยายกันแค่นั้นเองครับ…
เป็นกำลังใจให้คนข่าวทุกท่านนะครับ


