โรคมะเร็งหลายชนิดในระยะแรก มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยหลายคนไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนบางอย่างออกมาให้เห็น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในช่วงเช้าหลังจากการตื่นนอน อย่างไรก็ดี อาการผิดปกติในช่วงเช้าดังกล่าวนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคมะเร็งเสมอไป เนื่องจากอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การติดเชื้อ หรือการเป็นโรคเรื้อรังบางชนิด แต่หากพบว่ามีอาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป
1. เหนื่อยล้าผิดปกติ ตื่นยาก แม้นอนเพียงพอ อาการเหนื่อยล้าเรื้อรังเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอาการที่รู้สึกหมดแรงตั้งแต่ตื่นนอน แม้จะนอนครบจำนวนชั่วโมงแล้วก็ตาม สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น การที่เซลล์มะเร็งส่งผลต่อกระบวนการใช้พลังงานของร่างกาย การอักเสบภายในร่างกาย หรือภาวะโลหิตจางที่พบได้ในผู้ป่วยมะเร็งบางประเภท หากรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ ไม่มีแรง ทำกิจวัตรประจำวันได้ยาก หรืออาการเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
2. ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะไอต่อเนื่องในตอนเช้า อาการไอเป็นสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม เพราะอาจเกิดจากหวัด ภูมิแพ้ หรือการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ แต่หากมีอาการไอต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม อาการไอเรื้อรังอาจพบร่วมกับโรคของระบบทางเดินหายใจหลายชนิด รวมถึงมะเร็งปอด โดยเฉพาะหากมีอาการร่วม เช่น ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด หรือหายใจเหนื่อยง่าย หากไอติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด
3. ปวดท้องซ้ำ ๆ หรือปวดท้องเรื้อรังหลังตื่นนอน อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือเป็นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ หรืออวัยวะภายในบางชนิด ในบางกรณี อาจพบร่วมกับโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ หรือมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ โดยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ขับถ่ายเปลี่ยนแปลง ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายผิดปกติ หรือปัสสาวะผิดปกติ
4. คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะช่วงเช้า อาการคลื่นไส้หรืออาเจียนตอนเช้าอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคทางเดินอาหาร ความเครียด ไปจนถึงผลข้างเคียงจากยา ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาการดังกล่าวอาจเกิดจากผลกระทบของก้อนเนื้อต่อระบบทางเดินอาหาร หรือในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายไปยังสมองซึ่งส่งผลต่อระบบประสาท หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง รับประทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ควรพบแพทย์
5. ปวดศีรษะตอนเช้าแบบผิดปกติ อาการปวดศีรษะหลังตื่นนอน โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำ ๆ และมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มองเห็นผิดปกติ หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจเพิ่มเติม ในบางกรณี อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติภายในสมอง เช่น ก้อนเนื้องอกในสมอง หรือมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายไปยังสมอง อย่างไรก็ตาม อาการปวดศีรษะตอนเช้ายังอาจเกิดจากสาเหตุทั่วไป เช่น การนอนผิดท่า ไมเกรน ภาวะนอนกัดฟัน หรือคุณภาพการนอนที่ไม่ดี จึงควรพิจารณาร่วมกับอาการอื่น ๆ
6. ปัสสาวะผิดปกติ โดยเฉพาะมีเลือดปน ปัสสาวะในช่วงเช้าเป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถสะท้อนสุขภาพของร่างกายได้ หากพบความผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย ควรตรวจหาสาเหตุ อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลายชนิด เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อ รวมถึงมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งไต โดยเฉพาะกรณีพบเลือดปนในปัสสาวะ แม้ไม่มีอาการเจ็บ ควรเข้ารับการตรวจ เพราะอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ต้องติดตาม
7. กลิ่นปากรุนแรงหรือมีกลิ่นผิดปกติ แม้ดูแลช่องปากดีแล้ว กลิ่นปากในตอนเช้าเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปจากการลดลงของน้ำลายระหว่างนอนหลับ แต่หากกลิ่นปากรุนแรงผิดปกติ ต่อเนื่อง และไม่ดีขึ้นแม้แปรงฟันหรือดูแลช่องปาก อาจควรตรวจเพิ่มเติม ในบางกรณี โรคบางชนิด เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคตับ หรือโรคระบบทางเดินหายใจ อาจส่งผลให้เกิดกลิ่นปากที่เปลี่ยนไปได้ หากมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น เช่น น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย ไอเรื้อรัง หรือปวดท้อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
อาการตอนเช้าแบบไหน ควรไปพบแพทย์?
-มีอาการต่อเนื่องหลายสัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น
-อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
-มีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
-มีเลือดออกผิดปกติ เช่น ไอเป็นเลือด หรือปัสสาวะเป็นเลือด
-มีไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือเบื่ออาหาร