จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า นพ.หง หย่งเซียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต เล่าในรายการสุขภาพว่า แทนที่จะสนับสนุนให้ผู้ป่วยซื้ออาหารเสริม เขากลับแนะนำง่าย ๆ ว่า “ให้กินผักตระกูลกะหล่ำให้มากขึ้น” และเน้นว่าควรกินทุกส่วน ไม่ใช่เพียงน้ำซุป เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน หลังจากทำตามคำแนะนำอย่างจริงจังติดต่อกัน 3 ปี ผลส่องกล้องลำไส้ใหญ่ครั้งใหม่ทำให้ทีมแพทย์ประหลาดใจ เมื่อพบว่า ตอนนี้เขามีลำไส้มีสีชมพูเรียบเนียน ไม่พบติ่งเนื้อใหม่ นอกจากนั้น อาการท้องผูกเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง และกลิ่นปากก็ดีขึ้นอย่างชัดเจน
นพ.หง อธิบายว่า ผักตระกูลกะหล่ำมีสารสำคัญอย่างน้อย 3 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็ง ได้แก่
ไอโซไทโอไซยาเนต (Isothiocyanates) ช่วยยับยั้งกระบวนการก่อมะเร็งในระดับเซลล์
วิตามินซี เสริมภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ ใยอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้
นพ.หวัง เว่ยตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร เสริมว่า กะหล่ำปลีอุดมไปด้วยสารไฟโตเคมีคอล เช่น เคอร์เซติน ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ โดยอนุมูลอิสระเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เชื่อมโยงกับความเสื่อมของเซลล์และการเกิดมะเร็ง
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายถึงกับเรียกผักตระกูลกะหล่ำว่า “ราชาแห่งผัก” เพราะให้คุณค่าทางโภชนาการสูงและนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย แม้จะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การปรับพฤติกรรมการกิน โดยเพิ่มผักตระกูลกะหล่ำในมื้ออาหารอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้ และลดความเสี่ยงโรคร้ายในระยะยาว