วันนี้ 21 ก.ย.69 ทาง นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจและหัวหน้าห้องไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เปิดเผยอุทาหรณ์เตือนภัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลังพบผู้ป่วยชายไทยอายุ 48 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการมีผื่นแดงบริเวณลำตัว แขน และต้นขา ร่วมกับมีอาการคันเล็กน้อย เป็นมานาน 1 สัปดาห์ โดยไม่มีไข้และไม่มีแผลในช่องปาก จากการสอบประวัติพบว่า ผู้ป่วยมีประวัติติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องมานาน 11 ปี โดยสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้เป็นอย่างดี তবেเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัยป้องกัน
ผลการตรวจร่างกายเบื้องต้น ไม่พบไข้ ผื่นแดงกระจายบริเวณลำตัว แขน และขา แต่ไม่พบผื่นบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้า และต่อมน้ำเหลืองไม่โต แพทย์จึงส่งตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส ผลการตรวจ RPR ให้ผลบวก (reactive 1:32) ซึ่งแตกต่างจากผลตรวจเมื่อ 10 ปี และ 7 ปีก่อนที่เป็นลบ พร้อมกันนี้ผลตรวจยืนยัน Treponemal Antibody ให้ผลบวกเช่นกัน แพทย์จึงวินิจฉัยว่าเป็น โรคซิฟิลิสระยะที่ 2 (Secondary Syphilis) ร่วมกับโรคติดเชื้อเอชไอวี
ฉีดยาแล้วไข้ขึ้น-ผื่นเห่อ ชี้เป็นปฏิกิริยาปกติของการรักษา
ในการรักษา แพทย์ได้ทำการฉีดยา Benzathine penicillin G เข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพกทั้งสองข้าง ข้างละ 1.2 ล้านยูนิต หลังได้รับการฉีดยาไปประมาณ 6 ชั่วโมง ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และผื่นแดงขึ้นมากกว่าเดิม แพทย์จึงให้รับประทานยาพาราเซตามอลบรรเทาอาการ ซึ่งอาการทั้งหมดค่อยๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง
นพ.มนูญ อธิบายว่า อาการหลังฉีดยาเพนิซิลลินดังกล่าวเรียกว่า Jarisch-Herxheimer Reaction ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 2–8 ชั่วโมงหลังได้รับยาฉีดเข็มแรก และจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง ปฏิกิริยานี้เกิดจากตัวยาเข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรียซิฟิลิส (Treponema pallidum) จำนวนมากอย่างรวดเร็ว เมื่อเชื้อตายจะปล่อยสารออกมาในกระแสเลือด กระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอักเสบจนเกิดอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และทำให้ผื่นซิฟิลิสที่มีอยู่เดิมเห่อขึ้นชั่วคราว เผยสถานการณ์ซิฟิลิสไทยน่าห่วง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่น โดยทั่วไปเมื่อโรคเข้าสู่ระยะที่ 2 จะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย เด่นชัดบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า มักไม่มีอาการคัน อาจมีไข้ต่ำๆ หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม เคสผู้ป่วยรายนี้ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเนื่องจากแสดงอาการไม่ตรงตามตำราครบถ้วน คือ ไม่มีไข้ ผื่นมีอาการคันเล็กน้อย ไม่พบผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า และต่อมน้ำเหลืองไม่โต แต่เมื่อตรวจเลือดยืนยันทั้ง RPR และ Treponemal antibody ก็พบผลบวกชัดเจน จึงขอเตือนให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หมั่นสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจสกรีนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ