ข่าวสังคม - โซเชียล

เตือน! 6 ต้นไม้ ห้ามจับเด็ดขาด พิษอันตรายมาก

|
เตือน!  6 ต้นไม้ ห้ามจับเด็ดขาด พิษอันตรายมาก

ล่าสุด สำนักข่าวชื่อดังอย่าง Express ได้เปิดเผยรายชื่อ 6 พันธุ์ไม้พิษที่หากเผลอไปหยิบจับ เด็ดดม หรือรับประทานเข้าไป อาจทำให้ผิวหนังไหม้พุพอง เป็นแผลเป็นปวดแสบปวดร้อน หรือในรายที่ร้ายแรงก็ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เลยทีเดียว การเรียนรู้และจดจำลักษณะของต้นไม้เหล่านี้ไว้ จึงเป็นทริกสำคัญที่จะช่วยให้ทริปเดินป่าหรือกิจกรรมเอาท์ดอร์ของคุณและครอบครัวปลอดภัยไร้กังวล วันนี้เรารวบรวม 6 รายชื่อต้นไม้พิษที่ต้องระวังมาให้เช็กกันชัดๆ

1. ต้นฮอกวี้ดยักษ์ (Giant hogweed) พืชชนิดนี้มีลักษณะใบสีเขียวขอบหยักเป็นฟันเลื่อย และมีช่อดอกสีขาวขนาดเล็กที่รวมตัวกันเป็นกระจุกรูปทรงคล้ายร่มหงายขึ้นด้านบน โดยแต่ละช่อดอกสามารถแผ่กว้างได้ถึง 60 เซนติเมตร และต้นที่โตเต็มที่อาจมีความสูงได้ถึง 5 เมตร

พิษร้ายที่ต้องระวัง: พืชชนิดนี้อันตรายมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เพราะในน้ำยางมีสาร "ฟูราโนคูมาริน" (Furanocoumarin) ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ผิวหนังมนุษย์ไวต่อแสงแดดขั้นรุนแรง (Phytophotodermatitis) หากผิวหนังไปเสียดสีโดนน้ำยางแล้วไปโดนแสงแดด ผิวจะไหม้พุพองเป็นตุ่มน้ำขนาดใหญ่ และทิ้งรอยแผลเป็นสีเข้มที่รักษาหายยากมาก

2. ต้นฮอกวี้ด (Common hogweed) เป็นสายพันธุ์เครือญาติที่มีหน้าตาคล้ายต้นฮอกวี้ดยักษ์มาก แต่มักขึ้นตามทุ่งหญ้า แนวรั้วต้นไม้ หรือริมทางเดินทั่วไป มีความสูงประมาณ 1 - 2.5 เมตร ดอกเป็นช่อทรงร่มสีขาว ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของแมลงผสมเกสร

พิษร้ายที่ต้องระวัง: แม้จะต้นเล็กกว่าสายพันธุ์ยักษ์ แต่น้ำยางของมันมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังไวต่อแสงและเกิดการไหม้พุพองเมื่อโดนแดดได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงอีกด้วย หากมีความจำเป็นต้องถอนหรือตัดทำลาย ควรใส่ถุงมือหนาเพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรง

3. ต้นตำแยสติงกิง (Stinging nettle) ตำแยสายพันธุ์นี้เป็นพืชที่ขึ้นชื่อระดับสากลในเรื่องการสร้างความปวดแสบปวดร้อน ใบมีสีเขียวเข้มขอบหยัก ขึ้นเป็นพุ่มตรงความสูงประมาณ 1.5 เมตร ออกดอกสีครีมหรือเขียวอมน้ำตาลในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง

พิษร้ายที่ต้องระวัง: บริเวณใบและลำต้นจะถูกปกคลุมด้วย "ขนพิษ" ขนาดเล็กจำนวนมาก (เหมือนเข็มฉีดยาจิ๋ว) หากผิวหนังไปสัมผัสโดน ขนเหล่านี้จะทิ่มแทงและปล่อยกรดฟอร์มิกและสารเคมีอื่น ๆ เข้าสู่ผิวทันที ทำให้เกิดอาการแสบร้อน คันคะเยอ และเป็นผื่นบวมแดงเป็นวงกว้าง

4. ต้นเฮมล็อกพิษ (Poison hemlock) นี่คือหนึ่งในพืชที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก มักเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้นและตามริมทางเดิน จุดสังเกตเด่นชัดคือบริเวณลำต้นจะมีจุดประสีม่วงแดงปนอยู่ และมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวคล้ายกับกลิ่นสาบของหนู

พิษร้ายที่ต้องระวัง: ทั่วทั้งต้นอุดมไปด้วยสารพิษกลุ่มอัลคาลอยด์ (Coniine) หากเผลอเด็ดกินหรือเคี้ยวเข้าไป สารพิษจะเข้าไปบล็อกการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลามไปสู่การเป็นอัมพาตจากส่วนล่างขึ้นบน และส่งผลให้เสียชีวิตในที่สุดเนื่องจากกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจเป็นอัมพาต

5. ต้นเบลลาดอนนา หรือ มะแว้งดำพิษ (Deadly nightshade) พืชล้มลุกที่มีใบรูปไข่ ดอกเป็นทรงระฆังคว่ำสีม่วงอมเขียว มักพบขึ้นตามป่าโปร่ง ข้างทางเดินป่า หรือตามซอกหินราดเอียง

พิษร้ายที่ต้องระวัง: ทุกส่วนของต้นมีพิษร้ายแรง แต่จุดที่อันตรายและพบบ่อยที่สุดคือ "ผลกลมสีดำเป็นมันเงา" เพราะหน้าตาของมันมีความคล้ายคลึงกับผลบลูเบอร์รีป่าที่กินได้ สารพิษในกลุ่มโทรเพนอัลคาลอยด์ (Tropane alkaloids) จะทำให้เกิดอาการตาพร่ามัว หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ คลุ้มคลั่ง และระบบหัวใจล้มเหลวหากกินเข้าไปในปริมาณมาก

6. ต้นลำโพง หรือ มะเขือหนามพิษ (Thorn apple) พืชที่เจริญเติบโตเร็วมากและชอบสภาพอากาศร้อน สามารถสูงได้ถึง 1.5 เมตร ใบมีขนาดใหญ่ขอบใบเป็นคลื่นแหลม ดอกเป็นทรงกรวยหรือทรงปากแตรสีขาวหรือม่วงอ่อน ออกดอกช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม

พิษร้ายที่ต้องระวัง: เอกลักษณ์เด่นคือ "ผลทรงกลมที่มีหนามแหลมคมยื่นออกมาล้อมรอบ" ข้างในอุดมไปด้วยเมล็ดจำนวนมาก ทุกส่วนของต้นนี้เป็นพิษอย่างรุนแรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ห้ามนำมาประกอบอาหารหรือรับประทานเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เพ้อคลั่ง ตัวร้อน และหมดสติได้

ABOUT THE AUTHOR

oum

ทีมข่าว Siam News