เรียกได้ว่า เป็นนักแสดงหญิงและผู้จัดละครชาวไทย อย่าง จ๋า ยศสินี ที่ล่าสุดเปิดใจในรายการ tuck talk ทางช่องยูทิวบ์ พูดคุยถึงการดูแลคุณแม่ “จิ๋ม มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช” ตอนนี้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ เป็นโรคที่เป็นแล้วไม่มึทางหายและต้องอยู่รักษากันยาวๆ ในตอนท้ายจ๋าร้องไห้ขอส่งกำลังใจให้กับคนที่ดูแลคนป่วยอัลไซเมอร์เหมือนกัน แม้สังคม คนรอบข้างจะไม่เข้าใจแต่ขอให้รู้ไว้ว่าคุณเก่งมากแล้ว
โดยเผยว่า โรคนี้เป็นสิ่งที่เรากลัวมาตลอด โดยเฉพาะแม่ แกจะชอบพูดตลอดว่าฉันกลัวมากเลย ฉันเป็นอัลไซเมอร์แน่ๆ ด้วยที่บ้านมีพันธุกรรมตรงนี้ จนเราต้องบอกแม่ว่าแม่อย่าสะกดจิตตัวเองอย่างนั้น ด้วยความที่เขากลัวเขาก็จะมีการเตรียมพร้อมของเขา เขาจะเขียนตารางว่าในแต่ละวันเขาต้องทำอะไร เบอร์คนนั้นคนนี้ แต่พอวันนั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ มันทำให้เรารู้ว่าเรารู้จักกับโรคนี้น้อยมาก กลายเป็นพอถึงเวลาเราไม่รู้เลยว่าเราจะรับมือกับมันยังไงในฐานะผู้ดูแลทั้งๆ ที่เราเองก็เตรียมตัวมาเหมือนกัน ความจำเสื่อมกับสมองเสื่อมไม่เหมือนกัน อัลไซเมอร์คือสมองเสื่อม เสื่อมคือการโดนทำลายไป มันไม่ใช่แค่การลืม
สมมติบางคนที่ตอนปกติมารยาทดี แต่พอสมองตรงส่วนที่เก็บมารยาทเสื่อมไปเขาอาจจะกลายเป็นคนไม่มีมารยาทก็ได้ ย้อนมาที่พฤติกรรมผู้หญิงที่บ้านที่ป่วยจากรุ่นสู่รุ่นที่มีเหมือนกันคือเคลื่อนตัวช้า ชอบกินขนมหวาน คุณจิ๋มแกติดขนม ซึ่งอัลไซเมอร์มันคือเบาหวานชนิดที่ 3 แล้วแม่ไม่ชอบออกกำลังกาย ก็จะเครียด นอนยาก จะนอนก็เก็บเอามาคิด ห่วงงาน ห่วงลูก

ช่วงที่พ่อเสียจ๋าว่าแม่ช็อก แล้วไม่ได้ระบายออกมา โดพามีนในสมองมันปิดลง ช่วงโควิดเริ่มเห็นว่าแม่มือสั่น ก็เริ่มมีอาการจากพาร์กินสัน ส่วนตัวจ๋าเองพอเราทราบแล้วว่าครอบครัวเราเป็นโรคนี้มา 3 รุ่น และเรารู้ว่ามันไม่ใช่โรคกรรมพันธุ์ 100% ฉะนั้นเราต้องรีบตัด จ๋าเลยปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่หมด หันมาออกกำลังกาย แม่พูดกับจ๋าเลยนะ ไปเอามาจากไหน ไม่มีใครในตระกูลนี้ออกกำลังกายกัน จ๋าก็ปรับให้ตัวเองเป็นคนแอ็กทีฟ ทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างเช่นเรียนภาษาใหม่ ออกเดินทางคนเดียว
สิ่งที่ยากสำหรับจ๋าคือการจัดการกับความเครียด เพราะจ๋าเป็นคนที่จมอยู่กับความเครียดได้เป็นวันๆ อะไรได้ที่มันเปลี่ยนไปแม้เพียงนิดเดียวจะเครียดมาก กลายเป็นว่าทุกวันนี้เราต้องตั้งใจจัดสรรเวลาให้กับตัวเอง การใช้ชีวิต การทำงาน การกิน การนอน จ๋าจะเป็นคนที่เหมือนแม่แทบจะทุกอย่าง เช่น แกไม่ชอบเดินทาง จ๋าก็ไม่ชอบเดินทาง ไม่อยากไปไหน ขี้กลัว จ๋าบอกสามีไม่อยากไปเพราะกลัวจิ้งจกเพราะแม่ก็กลัวจิ้งจก สามีบอกว่าถ้าน้องกลัวแค่จิ้งจก มันจะทำให้น้องไม่ได้เจอประสบการณ์ที่น้องควรจะได้เจอ
แล้วเราไปหงุดหงิดว่าเขาเป็นอะไรโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คืออาการแรกของโรค เช่น หงุดหงิด ถามซ้ำ พูดวน ลูกหลานจะหงุดหงิด เราจะอยากให้เขาเป็นเหมือนเดิม กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม อย่าถามอะไรซ้ำๆ เราจะมีคำถาม หลายคนรู้สึกว่าตัวเองอกตัญญูไปเลยด้วยซ้ำ มันมีแต่การพูดไม่ออก มันจุกอยู่ในใจ อยากจะพูดกับใคร ความเข้าใจของคนข้างนอกมันก็ไม่มี กลายเป็นก็ไม่รู้จะปรึกษาใครเหมือนกัน

แต่แม่ไม่ได้ชอบการที่จะต้องออกไปอยู่กับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เราก็พูดไม่ออก ทำไมไม่พาเขาไปกินข้าว ไม่เที่ยว เราเองคนดูแลก็อยู่กับเสียงในหัวตัวเองจนหาทางออกไม่ได้ คนดูแลจะมีความจุกใจ เหนื่อยใจ ถ้าคนดูแลเริ่มรู้สึกเหนื่อย รู้สึกผิดว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ดูแลพ่อแม่ไม่ได้อันนี้คือสัญญาณของการเบิร์นเอาต์ ให้เปลี่ยนความรู้สึกผิดเป็นการรู้ตัวว่านี่คือการเบิร์นเอาต์จากการดูแลผู้ป่วย
ในบรรดาทั้งหมดจ๋าเป็นคนที่ประคองใจได้แย่ที่สุด จ๋าเป็นซึมเศร้าอยู่ 2 ปี หลังจากที่รู้ว่าแม่เริ่มป่วย หลังจากที่จ๋าทำมาตาลดาเพื่อฮีลใจคนทั้งประเทศ จ๋าเองรับยาอยู่ 2 ปี ไม่ใช่แค่โชคดีธรรมดา แต่โชคดีมากๆ ด้วยที่เขามีอิสรภาพการเงินถึงขั้นที่เราพอจะจ้างคนดูแลเขาแบบเต็มเวลาได้ ทำให้ลูกๆ สามารถหายใจกันได้
อยากจะบอกกับทุกคนที่ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมว่าคุณเก่งมากๆ (ร้องไห้) ต่อให้จะไม่มีคนเข้าใจ หรือเรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ให้บอกตัวเองไว้เลยว่าคุณเก่งมากๆ แล้ว บางทีที่เราต้องดีลกับผู้ป่วยที่เขาเปลี่ยนไปให้เข้าใจว่านี่เรากำลังดีลกับอาการ เราไม่ได้ดีลกับพ่อแม่ที่เขาเป็นแบบเดิม บางอย่าที่เขาพูดเขาไม่ได้ไม่รักเรา มันเป็นอาการป่วย
