วันที่ 30 ก.ค. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า ลูกเป็น RSV แค่กินยา นอนพัก เดี๋ยวก็หายจริงไหม? เช็กสัญญาณเตือนที่ปล่อยไว้ไม่ได้! มีเรื่องนึงครับ ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกจุก ไม่พูดไม่ได้เลยคือ เด็กคนหนึ่งป่วยเป็น RSV คนเป็นแม่ต้องการหยุดงานเพื่อพาลูกไปหาหมอ แต่กลับถูกหัวหน้ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก คิดแค่ว่า “กินยา นอนพัก เดี๋ยวก็หาย” “งานสำคัญกว่า” สุดท้ายคุณแม่ตัดสินใจหยุดงาน และพาลูกไปพบหมอครับ
ผมคิดว่าเธอตัดสินใจถูกแล้ว เพราะงานที่ค้าง เรายังกลับมาแก้ได้ ประชุมเลื่อนได้ ยอดขายยังหาใหม่ได้ แต่ถ้าเด็กกำลังหายใจลำบาก เวลาที่เสียไปอาจเอากลับคืนมาไม่ได้ครับ RSV หลายรายอาการไม่รุนแรงและหายได้ด้วยการดูแลตามอาการจริง แต่ในทารกและเด็กเล็ก เชื้ออาจลงไปทำให้หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบได้ เด็กจึงอาจหอบ ออกซิเจนต่ำ กินนมไม่ได้ และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล RSV ถือเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กทั่วโลกครับ ดังนั้นประโยคว่า “เดี๋ยวก็หาย” อาจเป็นจริงในเด็กบางคน แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการสังเกตอาการ และยิ่งไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลขวางพ่อแม่ไม่ให้พาลูกไปตรวจครับ วันนี้ผมเลยจะพามาทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับ RSV รวมไปถึงสัญญาณเตือนแบบไหนที่ไม่ควรชะล่าใจ เพื่อให้ผู้ใหญ่บางคนได้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นครับ
1️. RSV ไม่ใช่แค่ชื่อใหม่ของไข้หวัดธรรมดา ช่วงแรก RSV อาจมีอาการคล้ายหวัดครับ ทั้งน้ำมูก ไอ จาม มีไข้ และกินได้น้อยลง แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ เชื้อนี้สามารถลงไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่หลอดลมมีขนาดเล็กอยู่แล้ว เมื่อหลอดลมฝอยบวมและมีเสมหะ เด็กจะต้องออกแรงหายใจมากขึ้น บางรายเริ่มจากน้ำมูกธรรมดา แต่ไม่กี่วันต่อมากลับมีเสียงหวีด หายใจเร็ว หรือหอบได้ครับ CDC ระบุว่า RSV อาจเริ่มไม่รุนแรง แต่มีโอกาสหนักขึ้นหลังผ่านไปหลายวัน เพราะฉะนั้น การที่คุณแม่อยากพาลูกไปตรวจ ไม่ใช่เรื่องเกินเหตุครับ แต่เป็นการไม่ปล่อยให้คำว่า “เหมือนไข้หวัด” บังอาการที่อาจกำลังเปลี่ยนไป
2️. กินยาแล้วหายเลยไหม? RSV เป็นเชื้อไวรัสครับ การดูแลส่วนใหญ่จึงเป็นการประคับประคอง เช่น ลดไข้ ล้างหรือดูดน้ำมูก ให้เด็กได้รับน้ำหรือนมเพียงพอ และติดตามการหายใจอย่างใกล้ชิด ยาปฏิชีวนะไม่ได้ฆ่าเชื้อ RSV และไม่มียากินทั่วไปที่กินแล้วทำให้ไวรัสหายทันทีครับ เด็กบางรายพักฟื้นที่บ้านได้จริง แต่ต้องผ่านการประเมินตามความเหมาะสม และมีผู้ใหญ่คอยดูว่าอาการกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง คำว่า “กินยาแล้วนอนพัก” จึงไม่ผิดทั้งหมดครับ แต่ผิดตรงที่เอาไปใช้ตัดบทว่าเด็กไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ ทั้งที่คนเป็นแม่กำลังเห็นว่าลูกไม่เหมือนเดิม การรักษาที่บ้านไม่ใช่การปล่อยไว้เฉย ๆ แต่คือการดูแลพร้อมรู้ว่าเมื่อไรต้องพาไปโรงพยาบาลครับ
3️. เด็กคนไหนต้องระวังเป็นพิเศษ เด็กที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น ได้แก่ ทารกอายุน้อย เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง และเด็กที่ภูมิคุ้มกันต่ำครับ ในทารกเล็ก อาการอาจไม่ได้มาแบบไอหนักหรือไข้สูงเสมอไป บางคนมีเพียงกินน้อยลง ซึมลง หงุดหงิดผิดปกติ หรือเริ่มหายใจลำบากครับ นี่คือเหตุผลที่ความสังเกตของพ่อแม่สำคัญมาก เพราะคนอื่นอาจเห็นเด็กเพียงไม่กี่นาที แต่พ่อแม่รู้ว่า ปกติลูกกินนมแค่ไหน เล่นแบบไหน และหายใจอย่างไร เมื่อคุณแม่บอกว่า “วันนี้ลูกไม่เหมือนเดิม” สิ่งที่ควรทำคือรับฟังครับ ไม่ใช่ลดทอนความกังวลของเธอด้วยประโยคที่ว่าแค่กินยาแล้วเดี๋ยวก็หายเอง
4️. อาการแบบนี้ต้องรีบประเมิน เวลามองเด็กที่ติด RSV อย่าดูแค่ว่ายังมีไข้หรือไม่ครับ ให้ดูว่าเด็กต้องออกแรงหายใจมากขึ้นแค่ไหน อาการที่ควรรีบให้แพทย์ประเมิน ได้แก่ หายใจเร็วขึ้น จมูกบาน มีเสียงครางหรือเสียงหวีด หน้าอกหรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ ท้องกระเพื่อมแรง หรือหายใจเหนื่อยจนกินนมไม่ไหว อาการเหล่านี้สะท้อนว่าเด็กกำลังใช้แรงช่วยหายใจมากขึ้นครับ ถ้ามีอาการหายใจลำบากที่แย่ลง เช่น จมูกบาน มีเสียงคราง และหน้าอกบุ๋มชัด เป็นสัญญาณเตือนที่ผู้ดูแลต้องได้รับคำแนะนำให้รีบไปตรวจครับ
5️. กินนมหรือน้ำได้น้อย ปัสสาวะลดลง ก็อันตรายได้ เวลาจมูกตันและหายใจเหนื่อย เด็กจะกินนมหรือดื่มน้ำได้ยากครับ เพราะต้องหยุดกินเพื่อหายใจบ่อยขึ้น หากกินได้น้อยลงมาก ดูดนมแล้วต้องหยุดหอบ ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือผ้าอ้อมแห้งนานผิดปกติ เด็กอาจกำลังขาดน้ำ และอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ได้ครับ การกินได้น้อยเหลือประมาณครึ่งหนึ่งถึงสามในสี่ของปกติ หรือไม่มีปัสสาวะจนผ้าอ้อมแห้งนาน 12 ชั่วโมง เป็นสัญญาณเตือนที่ควรติดต่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ เด็กเล็กไม่ได้มีน้ำสำรองมากเหมือนผู้ใหญ่ครับ ยิ่งหายใจเหนื่อยพร้อมกับกินไม่ได้ ร่างกายก็ยิ่งหมดแรงเร็วขึ้น
6️. ปากเขียว หยุดหายใจ ซึม หรือปลุกยาก คือภาวะฉุกเฉิน ถ้าริมฝีปากหรือลิ้นเริ่มเขียวคล้ำ มีช่วงหยุดหายใจ หายใจเฮือก ตัวอ่อนปวกเปียก ซึมมาก หรือปลุกไม่ค่อยตื่น ให้พาไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ ไม่ต้องรอดูอีกคืน ไม่ต้องรอให้ยาหมดฤทธิ์ และไม่ควรต้องรอการอนุญาตจากใคร เพราะอาการเหล่านี้อาจหมายถึงเด็กกำลังขาดออกซิเจน หรือเริ่มหมดแรงจากการหายใจแล้ว โดยภาวะหยุดหายใจและตัวเขียวเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน
เช็กสัญญาณเตือนที่ปล่อยไว้ไม่ได้
- หายใจเร็ว หอบ หรือใช้แรงหายใจมากขึ้น
- จมูกบาน หน้าอกหรือชายโครงบุ๋ม
- มีเสียงคราง เสียงหวีด หรือหายใจไม่เหมือนเดิม
- กินนมหรือดื่มน้ำได้น้อยลงมาก
- ปัสสาวะน้อย ปากแห้ง หรือผ้าอ้อมแห้งนาน
- ซึมลง เล่นน้อยลง หรือปลุกยาก
- ริมฝีปากหรือลิ้นเขียวคล้ำ
- มีช่วงหยุดหายใจ หรือดูเหมือนกำลังหมดแรงครับ
คุณแม่ไม่ได้ขอลาเพราะกังวลเกินเหตุ หรือไม่รับผิดชอบหน้าที่ในงานครับ แต่เธอหยุดเพราะกำลังรับผิดชอบต่อชีวิตของลูก การที่แม่คนหนึ่งยอมเผชิญแรงกดดันจากงาน เพื่อพาลูกไปหาหมอ ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกตำหนิ แต่เป็นเรื่องที่ควรได้รับความเข้าใจ RSV หลายรายอาจหายได้ครับ แต่ไม่มีใครควรเอาคำว่า “เดี๋ยวก็หาย” ไปเดิมพันกับลมหายใจของเด็ก งานยังกลับมาทำใหม่ได้ แต่ชีวิตของลูกไม่มีปุ่มให้ย้อนกลับครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ