โรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง กับ โรคภูมิแพ้อากาศ แตกต่างกันอย่างไร พร้อมเผยวิธีรักษาเบื้องต้น

โรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง กับ โรคภูมิแพ้อากาศ แตกต่างกันอย่างไร พร้อมเผยวิธีรักษาเบื้องต้น

โรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง หรือ อาการภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง (Pet allergy) เป็นภาวะที่ผู้เลี้ยงนั้นมักแพ้โปรตีนที่พบได้มากตามเซลล์ผิวหนัง ขน น้ำลาย และน้ำปัสสาวะของสัตว์ จนส่งผลให้เกิดอาการหอบหืด อาการคัน จาม ซึ่งสาเหตุหลักที่อาจทำให้คุณประสบกับโรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยงนั้น เป็นไปได้ว่ายังอาจมาจากที่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณมีการทำงาน เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ที่เข้าไป จนทำให้เกิดปฏิกิริยา หรือกลไกการป้องกัน และออกมาในรูปแบบอาการแพ้ขึ้น

สัญญาณของโรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยงที่คุณควรสังเกต

เมื่อคุณได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ภายในระยะเวลา 15-30 นาที หรือหลังจากนั้น อาจทำให้คุณเริ่มมีสัญญาณเตือนบางอย่าง ดังต่อไปนี้ ที่สามารถบ่งบอกได้ว่า คุณอาจกำลังประสบกับอาการภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงอยู่ก็เป็นได้

-คัดจมูก

-น้ำมูกไหล

-ไอ จาม

-คันบริเวณรอบๆ ดวงตา จนถึงขั้นน้ำตาไหลออกมา

-คันช่องปาก ลำคอ

-ใบหน้าบวม

-คันผิวหนัง

-ผื่นแดงขึ้นเป็นบางจุดตามร่างกาย

นอกจากอาการข้างต้นแล้วโรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง

ยังอาจทำให้คุณนั้นเสี่ยงเป็นโรคหอบหืดได้อีกด้วย ซึ่งมักจะให้คุณมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีปัญหาในการนอนหลับที่ผิดปกติเนื่องจากอาการไอ และจามตลอดเวลา ดังนั้นทางที่ดี คุณควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจร่างกายให้แน่ชัดในเบื้องต้น ก่อนดำเนินการรักษาในลำดับถัดไป

การวินิจฉัย และวิธีรักษาโรคภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง แรกเริ่มแพทย์อาจทำการวินิจฉัย โดยการตรวจภายในช่องจมูก เพื่อดูเยื่อบุจมูกว่ามีอาการบวมหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบผิวหนัง หรือเจาะเลือดร่วม เพื่อนำไปทดสอบหาสารก่อภูมิแพ้ จากนั้นแพทย์อาจแนะนำเป็นวิธีการรักษา และการใช้ยาเหล่านี้ร่วม ตามระดับของอาการภูมิแพ้สัตว์เลี้ยงที่ผู้ป่วยประสบ

ภูมิแพ้อากาศ

1. โรคภูมิแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยสูง ถึงร้อยละ 60 โรคนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อจมูกเรื้อรัง เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งโรคนี้จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

-ภูมิแพ้อากาศตามช่วงฤดูกาล (Seasonal Allergic Rhinitis) ที่ทำให้สารก่อภูมิแพ้เกิดขึ้น หรือกระจายในอากาศเพิ่มขึ้นในบางฤดูกาล เช่น ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ หรือเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในต่างประเทศ ใครที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศก็มักจะมีอาการแพ้ที่เป็นมากขึ้นกว่าปกติในช่วงฤดูดังกล่าว เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง และสารก่อภูมิแพ้ที่เพิ่มมากขึ้นในสิ่งแวดล้อมในฤดูนั้นๆ ซึ่งกระตุ้นให้อาการกำเริบ

-ส่วนอีกแบบคือ การเป็นภูมิแพ้อากาศตลอดทั้งปี (Perenial Allergic Rhinitis) เพราะรับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายได้ จากสภาพแวดล้อมที่มีทุกฤดูกาล เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ รังแค สุนัข แมว เชื้อรา เป็นต้น

โรคหอบหืด (Asthma) คือ มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้มีอาการไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก อาจได้ยินเสียงหวีดในทรวงอก เหนื่อยหอบง่าย โดยมักเป็นหลังเจอปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศเย็น สัมผัสฝุ่นละออง รวมถึงควันบุหรี่หรือหลังสูดหายใจ รับสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้เข้าไป เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือบางรายกระตุ้นด้วยการออกกำลังกาย หรือไอมาก หอบหลังเป็นหวัด ติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยหากไม่รีบรับการรักษาจะเกิดภาวะหลอดลมตีบรุนแรง จนเกิดการหายใจล้มเหลวถึงแก่ชีวิตได้

การรักษาโรคภูมิแพ้

ด้านการรักษาโรคภูมิแพ้ วิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสารที่ก่อภูมิแพ้นั้นๆ และพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่นแจ่มใส ส่วนการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาตามอาการ เช่น ยาแก้แพ้รักษาอาการผื่นคัน ยาลดน้ำมูก ยาขยายหลอดลมแก้อาการหอบ แน่นหน้าอก เป็นต้น รวมไปถึงการรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ และการผ่าตัดที่ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการคัดจมูก ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโรคบางอย่างร่วมด้วย เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด เยื่อบุจมูกบวมมากผิดปกติ ซึ่งไม่ดีขึ้นหลังให้การรักษาด้วยยา

ข้อมูลจาก นครธน,thonglor

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ