สังเกตลูกหลานตัวเอง สุ่มเสี่ยงจะก่ออาชญากรรมหรือไม่ พร้อมเผย 5 วิธีการ

สังเกตลูกหลานตัวเอง สุ่มเสี่ยงจะก่ออาชญากรรมหรือไม่ พร้อมเผย 5 วิธีการ

เรียกได้ว่า ในสมัยนี้นั้น การก่ออาชญากรที่ก่อคดีต่างๆ ที่เด็กเป็นคนทำผิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ตามข่าวทุกวันนี้ ที่ออกข่าวว่าเด็กได้ก่ออาชญากร ไม่แพ้ผุ้ใหญ่เลย อย่างไรก็ดี ปัญหานี้อาจเริ่มต้นป้องกันได้จากสถาบันครอบครัว คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญกับปัญหานี้ให้มากขึ้น รวมถึงคอยสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานว่าสุ่มเสี่ยงจะใช้ความรุนแรงหรือไม่ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้ก่อนที่จะสายเกินไป เนื่องจากพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กนั้น ถ้าพบเร็วตั้งแต่วัยเด็ก ก็ยังมีโอกาสแก้ไขได้ทัน

1.โมโหร้ายจนควบคุมตัวเองไม่ได้

เด็กเล็ก ๆ ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมก้าวร้าวได้แล้ว เมื่อพวกเขาเริ่มมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จะเริ่มมีการแสดงออกเมื่อรู้สึกไม่พอใจ หากเด็กมีอารมณ์โกรธที่รุนแรง โหโหร้ายแบบที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ อาละวาดเวลาที่โกรธ ทำลายข้าวของ ทำร้ายตัวเอง ทุบตีพ่อแม่หรือคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ชิดเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ เมื่อพ่อแม่พยายามจะควบคุมแล้วแต่ก็พบว่ามันยากมาก สอนแล้วก็ไม่เชื่อฟัง หากเป็นเช่นนี้แนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กจะดีกว่า ให้แพทย์วินิจฉัยว่าต้องให้การรักษาอย่างไรเพื่อหยุดพฤติกรรมแบบนั้น ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือน่าอายแต่อย่างใด ดีกว่าปล่อยให้เติบโตไปแบบนั้น จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวของเด็กได้

2.พฤติกรรมเลียนแบบ

การเลียนแบบเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ เรามักจะทำตามสิ่งที่พบเห็นแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนที่เป็นวัยกำลังเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมที่เด็กเห็นล้วนมีอิทธิพลต่อตัวเด็ก เริ่มจากการแสดงออกด้วยการเลียนแบบเพราะรู้เท่าไม่ถึงการ หากไม่มีใครคอยอบรมสั่งสอนว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นพฤติกรรมไม่ดี ไม่ควรเลียนแบบ ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา และยิ่งเห็นว่าทำแล้วมีคนให้ความสนใจ ทำแล้วเท่ บวกกับความคึกคะนองตามวัยและคบเพื่อนที่ไม่ดี ก็จะมีการเลียนแบบพฤติกรรมกันในกลุ่มเพื่อที่จะได้มีเพื่อน ส่วนในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงให้ลูกเห็นเป็นประจำ เด็กก็จะซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นมา เพราะถ้าพ่อแม่ทำได้ พวกเขาก็ทำได้เหมือนกัน เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

3.ดูจากเพื่อนของลูก

เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่เริ่มเข้าสังคมใหม่ ๆ ได้ทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ นอกเหนือจากคนในครอบครัว มีแนวโน้มที่เด็กจะติดเพื่อน และติดเอาพฤติกรรมของเพื่อนมาด้วยหากเลือกคบเพื่อนที่ไม่ดี เนื่องจากจะพยายามทำตัวให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มแก๊ง ให้เข้ากับคนอื่น ๆ ในกลุ่มได้ อาจมีการชักชวนกันไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น ยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน การใช้ความรุนแรงในโรงเรียน พ่อแม่จึงจำเป็นต้องให้เวลาในการสอดส่องบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยที่ไม่จับผิดจนเด็กรู้สึกอึดอัด ไม่ใช่การเรียกมาคุยแล้วบอกให้เลิกคบเพื่อนคนนั้น ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจจะเตลิดได้ แต่ต้องค่อย ๆ สอนอย่างเข้าใจ ให้รู้ผิดชอบชั่วดี ถ้าเห็นว่าไม่ดี พวกเขาจะถอยออกมาเอง

4.ดูจากเพื่อนของลูก

เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่เริ่มเข้าสังคมใหม่ ๆ ได้ทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ นอกเหนือจากคนในครอบครัว มีแนวโน้มที่เด็กจะติดเพื่อน และติดเอาพฤติกรรมของเพื่อนมาด้วยหากเลือกคบเพื่อนที่ไม่ดี เนื่องจากจะพยายามทำตัวให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มแก๊ง ให้เข้ากับคนอื่น ๆ ในกลุ่มได้ อาจมีการชักชวนกันไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น ยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน การใช้ความรุนแรงในโรงเรียน พ่อแม่จึงจำเป็นต้องให้เวลาในการสอดส่องบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยที่ไม่จับผิดจนเด็กรู้สึกอึดอัด ไม่ใช่การเรียกมาคุยแล้วบอกให้เลิกคบเพื่อนคนนั้น ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจจะเตลิดได้ แต่ต้องค่อย ๆ สอนอย่างเข้าใจ ให้รู้ผิดชอบชั่วดี ถ้าเห็นว่าไม่ดี พวกเขาจะถอยออกมาเอง

5.เลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลย

เมื่อมีข่าวการก่ออาชญากรรมสะเทือนขวัญ ฆาตกรมักจะถูกนำตัวไปตรวจสุขภาพจิตว่าป่วยเป็นโรคจิตเภทหรือเป็นเพียงพฤติกรรมที่ต่อต้านสังคม ในรายที่ไม่ได้ป่วยด้วยโรคจิตเภท ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าพื้นฐานวัยเด็กของพวกเขามีปัญหา เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ พ่อแม่เลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยไม่อบรมสั่งสอน ถูกปฏิเสธจากคนในครอบครัว ปฏิเสธการมีตัวตนในสังคม หรือถูกทอดทิ้ง นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พวกเขาใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เนื่องจากพวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยเมื่ออยู่ในครอบครัวหรืออยู่ในสังคม จึงพยายามที่จะสร้างความปลอดภัยด้วยตัวเอง พวกเขาคิดว่าความรุนแรงสามารถปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยจากสิ่งต่าง ๆ

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ