จากสื่อต่างประเทศ ได้รายงานว่า นายแพทย์ หลิน เซี่ยงหง (Lin Xianghong) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร อธิบายว่า มะเร็งตับอ่อนระยะแรกมักไม่มีอาการ หรือมีแค่ท้องอืดเล็กน้อย แต่หากก้อนเนื้อโตขึ้นบริเวณ "ส่วนหัวของตับอ่อน" มันจะไปเบียดท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีไหลผ่านไม่ได้และเกิดอาการดีซ่าน
นายแพทย์ หลิน เซี่ยงหง ระบุว่าเนื่องจากการเติบโตของเนื้องอกเป็นไปอย่างช้าๆ แรงดันในท่อน้ำดีจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น ร่างกายจะปรับตัวตามทำให้ "ไม่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน" และไม่มีความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนนิ่วในถุงน้ำดี หลายคนจึงชะล่าใจจนอาการลามหนัก
นายแพทย์ หลิน เซี่ยงหง แนะนำให้ทุกคนหมั่นสังเกตตัวเอง หากพบว่าร่างกายเปลี่ยนสีใน 3 จุดนี้ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
1.ของเสีย (ปัสสาวะและอุจจาระ): สังเกตสีของปัสสาวะ หากเข้มจัดเหมือน "น้ำชาดำ" หรืออุจจาระมีสี "ขาวซีด" คล้ายดินเหนียว นี่คือสัญญาณแรกๆ ของภาวะดีซ่านที่สะท้อนว่าการระบายน้ำดีมีปัญหา
2.ตาขาว: ลองดึงเปลือกตาข้างล่างลงมาแล้วสังเกตในที่แสงสว่างเพียงพอ หากตาขาวเปลี่ยนจากสีขาวปกติเป็น "สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองจัด" ต้องระวังเป็นพิเศษ
3.ผิวหนัง: เมื่อผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั่วตัว แสดงว่าอาการค่อนข้างรุนแรงแล้ว นายแพทย์ หลิน เซี่ยงหง ย้ำว่า "อย่ารอจนผิวเหลืองทั้งตัวถึงค่อยมาหาหมอ" เพราะถึงตอนนั้นมะเร็งอาจลุกลามไปไกลจนยากจะเยียวยา
มะเร็งตับอ่อนคือเพชฌฆาตเงียบที่ตรวจพบยาก การช่างสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของสีร่างกายในทุกวัน อาจช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้ อย่าปล่อยให้คำว่า 'ไม่เจ็บ' มาหลอกให้เราประมาท