ข่าวสังคม - โซเชียล

เปิด 5 สัญญาณเสี่ยง ไตเสื่อม อย่าชะล่าใจฉี่ปกติ แต่ไตอาจพังแล้วก็ได้

|
เปิด 5 สัญญาณเสี่ยง ไตเสื่อม อย่าชะล่าใจฉี่ปกติ แต่ไตอาจพังแล้วก็ได้

โดย นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก เปิด 5 สัญญาณเตือนไตเสื่อม ทั้งที่ปัสสาวะปกติ ระบุว่า “หลายคนคิดว่า ถ้าปัสสาวะยังออกดี สีปกติ ไม่เจ็บ ไม่แสบ ก็แปลว่าไตน่าจะยังโอเคครับ แต่ความจริงคือ ไตเสื่อมระยะแรก ๆ หลายคนแทบไม่มีอาการ และยังปัสสาวะได้ตามปกติด้วยซ้ำ เพราะไตไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างปัสสาวะครับ มันยังช่วยกรองของเสีย คุมเกลือและน้ำ คุมโพแทสเซียม ช่วยเรื่องความดัน และมีส่วนกับการสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย เพราะฉะนั้นบางครั้งสิ่งที่เริ่มผิดปกติ จะไปโผล่ที่ “ผลเลือด ความดัน อาการบวม หรือความเหนื่อย” ก่อนที่ปัสสาวะจะเปลี่ยนชัด ๆ

วันนี้ผมเลยอยากให้ดู 5 สัญญาณที่ควรนึกถึงเรื่องไต แม้ปัสสาวะยังดูปกติอยู่ครับ

1️. ค่า Creatinine สูงขึ้น หรือ eGFR ลดลง แม้ยังไม่มีอาการอะไร อันนี้สำคัญที่สุดครับ หลายคนไปตรวจสุขภาพแล้วเจอว่า Creatinine สูงขึ้นนิดหนึ่ง หรือ eGFR ลดลง แต่ตัวเองยังรู้สึกปกติดี ตรงนี้อย่าเพิ่งมองข้ามครับ eGFR เป็นค่าที่ช่วยประเมินความสามารถในการกรองของไต โดยทั่วไป eGFR ตั้งแต่ 90 ขึ้นไป อาจถือว่าการกรองยังดี ถ้าไม่มีหลักฐานความผิดปกติอื่นของไต ช่วง 60–89 ต้องดูร่วมกับอายุและว่ามีโปรตีนรั่วหรือความผิดปกติอื่นไหม ถ้าต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน จะเข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรังได้ครับ แต่ตัวเลขครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าไตเสื่อมแน่เสมอไป เพราะค่า Creatinine และ eGFR เปลี่ยนได้จากภาวะขาดน้ำ ยาบางชนิด กล้ามเนื้อ การเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือการออกกำลังกายหนัก สิ่งสำคัญคือดู “แนวโน้ม” ปีที่แล้ว eGFR 88 ปีนี้ 72 อีก 6 เดือนเหลือ 61 แบบนี้น่าสนใจกว่าการเห็นเลขครั้งเดียวครับ

2️. มีโปรตีนหรืออัลบูมินรั่วในปัสสาวะ แม้ปัสสาวะจะดูใสและปกติ ข้อนี้หลายคนพลาดมากครับ ปัสสาวะดูปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโปรตีนรั่ว เพราะการรั่วในระยะแรกอาจน้อยจนตาเราแยกไม่ออกครับ การตรวจที่ใช้บ่อยคือ UACR หรือ Urine Albumin-to-Creatinine Ratio ค่านี้ช่วยดูว่าอัลบูมินรั่วออกทางปัสสาวะมากแค่ไหน โดยทั่วไป ต่ำกว่า 30 mg/g ถือว่ายังอยู่ในช่วงปกติหรือรั่วน้อย 30–300 mg/g ถือว่ามีอัลบูมินรั่วเพิ่มขึ้น มากกว่า 300 mg/g ถือว่ารั่วมากขึ้นชัดเจนครับ ตรงนี้สำคัญมากในคนเป็นเบาหวานและความดันสูง เพราะบางคน eGFR ยัง 80–90 อยู่ แต่ UACR เริ่มสูงแล้ว ผมชอบเปรียบเหมือนบ้านครับ หน้าบ้านยังดูดี ไฟยังติด น้ำยังไหล แต่ท่อหลังบ้านเริ่มรั่วแล้ว ถ้าไม่เปิดดู เราอาจไม่รู้เลยครับ

3️. ความดันเริ่มสูงขึ้น หรือคุมยากกว่าเดิม ไตกับความดันเกี่ยวกันมากครับ ไตช่วยควบคุมปริมาณน้ำ เกลือ และระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความดัน ถ้าไตเริ่มทำงานแย่ลง ร่างกายอาจคั่งเกลือและน้ำมากขึ้น หรือระบบควบคุมความดันรวนขึ้น ทำให้ความดันสูงได้ ในอีกด้าน ความดันสูงเรื้อรังก็ทำลายหลอดเลือดฝอยในไตเพิ่มอีก มันเลยกลายเป็นวงจรครับ ไตแย่ → ความดันสูง ความดันสูง → ไตยิ่งแย่ ถ้าเดิมใช้ยาความดันตัวเดียวแล้วคุมได้ดี แต่ช่วงหลังต้องเพิ่มยา หรือความดันตอนเช้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผมอยากให้ดูค่าไตและโปรตีนรั่วร่วมด้วยครับ โดยเฉพาะถ้ามีเบาหวานร่วมอยู่แล้ว ยิ่งควรเช็กให้ครบ

4️. เริ่มบวมง่าย น้ำหนักขึ้นเร็ว หรือรองเท้าคับขึ้น ถ้าไตจัดการเกลือและน้ำได้ไม่ดี ร่างกายอาจเริ่มคั่งน้ำครับ อาการที่สังเกตได้ เช่น ข้อเท้าบวมตอนเย็น กดหน้าแข้งแล้วเป็นรอยบุ๋ม รองเท้าคับขึ้น หน้าบวมตอนเช้า น้ำหนักขึ้นเร็วหลายกิโลในเวลาไม่นาน แต่ข้อนี้ต้องดูให้ดีครับ เพราะอาการบวมไม่ได้มาจากไตอย่างเดียว โรคหัวใจ โรคตับ เส้นเลือดดำที่ขา ยาบางชนิด หรือการยืนนานก็ทำให้บวมได้ ดังนั้นบวมแล้วอย่ารีบสรุปว่า “ไตเสื่อมแน่” แต่ถ้าบวมร่วมกับค่าไตผิดปกติ โปรตีนรั่ว หรือความดันสูงขึ้น อันนี้ยิ่งควรประเมินครับ

5️. เหนื่อยง่าย ซีด คัน เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้ โดยเฉพาะถ้าไตเสื่อมมากขึ้น อาการกลุ่มนี้มักเกิดในระยะที่ไตทำงานลดลงมากขึ้นครับ ไตมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงผ่านฮอร์โมนที่ชื่อ Erythropoietin ถ้าไตเสื่อมมากขึ้น การสร้างฮอร์โมนนี้ลดลง คนบางส่วนจึงเกิดโลหิตจาง ผลคือ เหนื่อยง่าย ใจสั่น ออกแรงแล้วหมดแรงเร็ว หน้าซีด นอกจากนี้ถ้าของเสียคั่งมากขึ้น อาจมีอาการคัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ รสชาติอาหารเปลี่ยน หรืออ่อนเพลียได้ครับ แต่ต้องย้ำว่าอาการเหล่านี้ไม่จำเพาะกับไต เหนื่อยอาจมาจากหัวใจ ซีดอาจมาจากขาดธาตุเหล็ก คันอาจมาจากผิวหนังหรือภูมิแพ้ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ผลเลือดและผลตรวจมาประกอบ ไม่ฟันธงจากอาการเดียวครับ

แล้วใครบ้างที่ควรเช็กไต แม้ยังปัสสาวะปกติ? ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง ผมอยากให้ติดตามเป็นระยะครับ

- เป็นเบาหวาน

- มีความดันสูง

- อายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ 50–60+

- เคยมีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด

- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต

- ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs บ่อย ๆ

- เคยมีนิ่ว อุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ

- เคยมีภาวะไตวายเฉียบพลันมาก่อน

การตรวจพื้นฐานที่ผมชอบให้ดูร่วมกันคือ Creatinine + eGFR + UACR สามตัวนี้ช่วยให้เห็นทั้ง “กำลังกรองได้แค่ไหน” และ “มีโปรตีนรั่วหรือยัง” บางคน eGFR ยังดี แต่ UACR เริ่มผิดปกติ บางคน UACR ยังไม่มาก แต่ eGFR ลดลงเรื่อย ๆ ต้องดูคู่กันครับ

ถ้าค่าเริ่มผิดปกติ ควรดูแลยังไง?

คุมความดันให้ถึงเป้าตามแผน

- คุม HbA1c ถ้ามีเบาหวาน - ลดเค็ม โดยเฉพาะอาหารแปรรูป น้ำซุป น้ำจิ้ม และของหมักเค็ม

- เลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ถ้าไม่จำเป็น และไม่ซื้อกินต่อเนื่องเอง

- ดื่มน้ำตามความเหมาะสม ไม่ต้องบังคับเยอะเกิน โดยเฉพาะถ้ามีหัวใจล้มเหลวหรือไตเสื่อมมาก

- ถ้ามีโปรตีนรั่ว อาจมียาบางกลุ่มที่ช่วยลดการเสื่อมของไตตามข้อบ่งชี้

- อย่าเริ่มสมุนไพรหรืออาหารเสริมหลายตัวเพราะหวัง “ล้างไต” โดยไม่รู้ส่วนประกอบครับ

อีกเรื่องที่อยากให้จำคือ โรคไตเรื้อรังไม่ได้วินิจฉัยจาก eGFR ต่ำครั้งเดียวเสมอไป โดยทั่วไปต้องมีความผิดปกติต่อเนื่องประมาณ 3 เดือนขึ้นไป หรือมีหลักฐานความเสียหายของไตร่วม เช่น อัลบูมินรั่วครับ ดังนั้นถ้าผลเพิ่งผิดครั้งแรก สิ่งที่ควรทำคือเช็กซ้ำตามแผน หาสาเหตุ และดูแนวโน้ม ไม่ต้องตกใจ แต่ก็ไม่ควรปล่อยผ่านครับ

ABOUT THE AUTHOR

oum

ทีมข่าว Siam News