วันที่ 21 ส.ค. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า เคยไหมครับ ช่วงเย็นถอดถุงเท้าแล้วเห็นรอยรัดตรงข้อเท้าชัดมาก กดหน้าแข้งแล้วเหมือนมีรอยบุ๋ม หรือบางคนตื่นเช้ามาหน้ากับหนังตาบวมจนรู้สึกว่า “เมื่อคืนกินเค็มไปหรือเปล่า?” จริงครับ อาการบวมบางครั้งเกิดจากเรื่องง่าย ๆ อย่างกินเค็ม ยืนนาน นั่งนาน หรืออากาศร้อนก็ได้ แต่ถ้า บวมซ้ำ ๆ บวมมากขึ้น น้ำหนักขึ้นเร็ว หรือมีเหนื่อย ปัสสาวะผิดปกติ ท้องโตผิดปกติร่วมด้วย ผมจะไม่ดูแค่ตรงที่บวมครับ เพราะหัวใจ ไต และตับต่างก็ทำให้ร่างกายคั่งน้ำจนบวมได้เหมือนกัน
แล้วจะพอดูคร่าว ๆ ได้ยังไงว่า บวมแบบไหนชวนคิดถึงอวัยวะไหน ผมพาไล่ดูทีละแบบครับ
1.บวมข้อเท้าและขาทั้งสองข้าง โดยเฉพาะช่วงเย็น ต้องนึกถึงหัวใจไว้ด้วย
เวลาหัวใจสูบเลือดได้ไม่ดี เลือดที่ควรไหลกลับเข้าสู่หัวใจสามารถคั่งอยู่ในระบบหลอดเลือดดำ ทำให้มีน้ำซึมออกไปสะสมในเนื้อเยื่อครับ บริเวณที่เห็นง่ายคือ เท้า ข้อเท้า และขาทั้งสองข้าง โดยเฉพาะคนที่ยืนหรือนั่งมาทั้งวัน เพราะแรงโน้มถ่วงพาน้ำลงมาต่ำ คนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจึงอาจมีทั้งขาบวม น้ำหนักขึ้นจากน้ำคั่ง และอาการเหนื่อยร่วมด้วยครับ แต่ผมไม่อยากให้เห็นข้อเท้าบวมแล้วสรุปว่า “หัวใจล้มเหลวแน่นอน” เพราะเส้นเลือดดำทำงานไม่ดี ยาบางชนิด ยืนนาน หรือกินเค็มมากก็ทำให้ขาบวมได้เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้นึกถึงหัวใจมากขึ้นคือ ถ้าบวมร่วมกับเหนื่อยง่ายขึ้น นอนราบแล้วหอบ ต้องหนุนหมอนสูง ตื่นกลางคืนเพราะหายใจไม่สะดวก หรือน้ำหนักขึ้นเร็วในช่วงไม่กี่วัน ครับ
2.ตื่นเช้ามาหน้าหรือรอบตาบวม ร่วมกับขาบวม ต้องดูเรื่องไตเพิ่ม
ไตมีหน้าที่สำคัญในการขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายครับ ถ้าไตทำงานลดลงมาก ร่างกายอาจเก็บน้ำและโซเดียมไว้มากขึ้น จึงเกิดอาการบวมที่ ขา เท้า ข้อเท้า และบางคนบวมที่มือหรือใบหน้าได้ อีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือ ไตบางโรคทำให้โปรตีนรั่วออกทางปัสสาวะมาก พอโปรตีนในเลือดลด น้ำก็หนีออกจากหลอดเลือดไปสะสมตามเนื้อเยื่อง่ายขึ้น คนกลุ่มนี้อาจตื่นมาพบว่า หนังตาบวม หน้าบวม ขาบวม และมีปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ ครับ แต่คำว่า “ฉี่มีฟอง” ก็ไม่ได้เท่ากับโรคไตทุกครั้งนะครับ ปัสสาวะแรงหรือเข้มข้นก็เกิดฟองได้ ผมจะสนใจมากขึ้นถ้า ฟองเยอะซ้ำ ๆ ไม่หายง่าย + บวม + ความดันสูง หรือค่าไตผิดปกติ แบบนี้ค่อยควรตรวจให้ชัดครับ
3.ท้องโตจากน้ำร่วมกับขาบวม ต้องคิดถึงตับ โดยเฉพาะถ้ามีโรคตับเรื้อรังอยู่แล้ว
เวลาพูดถึงโรคตับ หลายคนนึกถึงตัวเหลืองตาเหลืองก่อนครับ แต่ในคนที่โรคตับเดินไปมากจนเกิดพังผืดและตับแข็ง สามารถมีน้ำสะสมในช่องท้อง จนท้องโตตึงขึ้นได้ และอาจมีขา ข้อเท้า หรือเท้าบวมร่วมด้วย อันนี้ไม่ใช่พุงอ้วนธรรมดาครับ บางคนแขนขายังผอมลง แต่ท้องกลับโตขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกแน่นท้อง กินได้น้อย น้ำหนักเพิ่มจากน้ำ และเริ่มมีขาบวม สาเหตุเกิดจากหลายอย่างร่วมกัน ทั้งความดันในระบบหลอดเลือดตับที่สูงขึ้น และความสามารถของตับในการสร้างโปรตีนบางชนิดที่ลดลงเมื่อโรครุนแรงขึ้น ตรงนี้ผมอยากย้ำว่า ไขมันพอกตับเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ท้องมีน้ำทันทีนะครับ อาการท้องมานมักทำให้นึกถึงโรคตับที่มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ตับแข็ง หรือสาเหตุอื่นที่ต้องตรวจครับ
4.กดแล้วบุ๋ม เป็นเบาะแสว่ามีน้ำคั่ง แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหัวใจ
ไต หรือตับตัวไหน หลายคนเคยเห็นวิธีนี้ครับ ใช้นิ้วกดหน้าแข้งหรือข้อเท้าค้างไว้สักครู่ พอยกนิ้วออกแล้วมีรอยบุ๋มค้างอยู่ ลักษณะนี้เรียกง่าย ๆ ว่า บวมกดบุ๋ม ซึ่งมักเกิดจากมีน้ำสะสมในเนื้อเยื่อ แต่รอยบุ๋มไม่ได้มีป้ายชื่อบอกว่า “อันนี้หัวใจครับ” “อันนี้ไตครับ” หัวใจ ไต ตับ เส้นเลือดดำ และสาเหตุอื่นล้วนทำให้เกิดบวมกดบุ๋มได้ครับ ดังนั้น “ตำแหน่งบวม” ช่วยตั้งต้นได้ แต่ต้องดูอาการอื่นและผลตรวจร่วมด้วยเสมอ
5.บวมข้างเดียว แดง ร้อน เจ็บ อย่ารีบโยงไปหัวใจ
ไต หรือตับ ตรงนี้สำคัญครับ ถ้าขาบวมจากหัวใจ ไต หรือตับ มักพบ สองข้าง มากกว่า แม้อาจไม่เท่ากันเป๊ะ ๆ แต่ถ้าอยู่ดี ๆ ขาข้างหนึ่งบวมมากขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะมี ปวด แดง ร้อน หรือกดเจ็บ ผมจะคิดถึงปัญหาเฉพาะขาข้างนั้นมากขึ้น เช่น ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ การติดเชื้อ หรือปัญหาการไหลเวียนของเลือด อย่าคิดว่า “เดี๋ยวยกขาสูงแล้วคงยุบ” โดยเฉพาะถ้าขาบวมข้างเดียวร่วมกับเจ็บหน้าอกหรือหายใจหอบฉับพลัน ต้องได้รับการประเมินเร่งด่วนครับ
6.น้ำหนักขึ้นเร็วในไม่กี่วัน อาจไม่ใช่ไขมัน แต่เป็น “น้ำ”
บางคนขึ้นตาชั่งแล้วตกใจครับ สามวันขึ้นมา 2-3 กิโล แล้วคิดว่า “ช่วงนี้กินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?” ไขมันไม่ได้ขึ้นเร็วขนาดนั้นง่าย ๆ ครับ ในคนที่มีหัวใจล้มเหลวหรือภาวะคั่งน้ำ น้ำหนักสามารถเพิ่มขึ้นจากของเหลวที่สะสมในร่างกายได้ American Heart Association จึงให้คนที่มีหัวใจล้มเหลวติดตามทั้งน้ำหนักและอาการบวมเป็นประจำครับ ถ้าน้ำหนักพุ่งขึ้นเร็วพร้อม เท้าบวม รองเท้าคับขึ้น ท้องแน่น หอบง่ายขึ้น ตรงนี้อย่ามองเป็นเรื่องน้ำหนักอย่างเดียวครับ
7.กินเค็มมากก็ทำให้บวมได้ แต่ถ้าบวมทุกวันต้องไม่จบที่คำว่า “เกลือ”
กินหมูกระทะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารหมักดอง น้ำจิ้มเยอะ
รุ่งเช้าบวมขึ้นเล็กน้อยเกิดได้ครับ เพราะโซเดียมมีผลต่อการกักเก็บน้ำในร่างกาย แต่ถ้าลดเค็มแล้วก็ยังบวม หรือบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมจะไม่โยนทุกอย่างให้มื้อเมื่อคืน เพราะอาการบวมยังเกิดจาก หัวใจ ไต ตับ ยาบางชนิด ปัญหาเส้นเลือดดำ การตั้งครรภ์ หรือระบบน้ำเหลือง ได้อีกหลายอย่างครับ โดยเฉพาะยาบางตัว เช่น ยาลดความดันบางกลุ่ม สามารถทำให้ข้อเท้าบวมได้เช่นกัน
อย่าหยุดยาเองนะครับ ให้เอารายชื่อยาที่กินอยู่ไปดูพร้อมกัน จะตรงจุดกว่า ถ้าบวมขึ้นมา ลองเช็กตัวเอง 6 อย่างนี้ครับ
-บวม ข้างเดียวหรือสองข้าง
-บวมช่วงเช้า ช่วงเย็น หรือบวมตลอดวัน
-กดแล้วมีรอยบุ๋มหรือไม่
-น้ำหนักขึ้นเร็วในช่วงไม่กี่วันหรือเปล่า
-มี เหนื่อย หอบ นอนราบไม่ได้ เจ็บหน้าอก ปัสสาวะน้อยลงหรือปัสสาวะเป็นฟอง ร่วมไหม
-มี ท้องโตผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีโรคตับเดิม หรือไม่
ข้อมูลพวกนี้ช่วยได้มากกว่าบอกเพียงว่า “หมอครับ ผมบวม” และผมไม่แนะนำให้ซื้อยาขับปัสสาวะมากินเองนะครับ เพราะถ้าขับน้ำมากเกินไป ความดัน เกลือแร่ และการทำงานของไตสามารถผิดปกติได้ การรักษาต้องแก้ตามสาเหตุว่าบวมจากอะไร
ถ้าจะจำแบบง่าย ๆ ผมให้ดูภาพประมาณนี้ครับ
ขาบวมสองข้าง + เหนื่อย หอบ นอนราบลำบาก → ต้องดูเรื่องหัวใจ
หน้า/รอบตาบวม + ขาบวม + ปัสสาวะผิดปกติ → ต้องดูเรื่องไต
ท้องโตจากน้ำ + ขาบวม โดยเฉพาะมีโรคตับเรื้อรัง → ต้องดูเรื่องตับ
แต่ไม่ใช่สูตรฟันธงนะครับ เพราะทั้งสามอวัยวะทำให้บวมซ้อนกันได้ และยังมีสาเหตุอื่นอีกเยอะ สิ่งที่ผมอยากให้จำที่สุดคือ บวมไม่ใช่โรค แต่มันเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเก็บน้ำไว้ตรงไหนสักแห่ง ถ้าบวมนิดเดียวหลังยืนทั้งวันแล้วเช้าหาย อาจไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ถ้าเริ่มบวมทุกวัน บวมมากขึ้น น้ำหนักขึ้นเร็ว หรือมีเหนื่อย ปัสสาวะเปลี่ยน ท้องโตตามมา ตรงนี้อย่าแค่เปลี่ยนรองเท้าให้ใหญ่ขึ้นครับ หาสาเหตุก่อนว่าอวัยวะไหนกำลังส่งสัญญาณมา