วันที่ 6 ส.ค. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า ไขมันไม่ได้พอกแค่ตับ! ตับอ่อนก็พอกได้ เสี่ยงเบาหวานไม่รู้ตัว! บางคนตรวจสุขภาพแล้วเจอว่า “ไขมันพอกตับ” ก็เริ่มลดหวาน ลดมัน ลดแอลกอฮอล์ แล้วคิดว่าอย่างน้อยปัญหาคงอยู่แค่ที่ตับ แต่จริง ๆ แล้ว… ไขมันส่วนเกินไม่ได้เลือกเกาะแค่อวัยวะเดียวครับ มันอาจไปสะสมที่กล้ามเนื้อ รอบหัวใจ ในช่องท้อง และรวมถึง “ตับอ่อน” ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมห่วงครับ เพราะตับอ่อนเป็นอวัยวะที่ช่วยสร้างอินซูลิน ฮอร์โมนสำคัญที่คอยจัดการน้ำตาลในเลือด และสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ว่า “มีไขมันในตับอ่อนแล้วต้องเป็นเบาหวานแน่นอน” ไม่ใช่ครับ แต่คือหลายคนอาจมีไขมันสะสมในอวัยวะเหล่านี้อยู่แล้ว ทั้งที่น้ำตาลยังไม่ได้สูงมาก และยังรู้สึกว่าร่างกายปกติดี
พูดง่าย ๆ เหมือนบ้านที่ด้านนอกยังดูเรียบร้อยครับ แต่ของเริ่มถูกยัดเต็มห้องเก็บของทีละนิด วันนี้ผมเลยอยากพาดูว่า ไขมันไปพอกตับอ่อนได้ยังไง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเบาหวานครับ
1️. ตับอ่อนคือหนึ่งใน “ศูนย์ควบคุมน้ำตาล” ของร่างกาย หลังเรากินข้าว น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้น ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อช่วยพาน้ำตาลไปใช้ในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถ้าร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินดี ระบบก็ทำงานตามปกติครับ แต่พอเริ่มดื้ออินซูลิน ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อกดน้ำตาลให้ลง ช่วงแรกบางคนตรวจ FPG ยังปกติ HbA1c ยังไม่ได้เข้าเกณฑ์เบาหวาน แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบไม่เหนื่อยนะครับ บางครั้งตัวเลขยังสวย เพราะตับอ่อนกำลัง “เร่งเครื่องชดเชย” อยู่เบื้องหลัง
2️. แล้วไขมันไปอยู่ในตับอ่อนได้ยังไง? ไม่ได้เกิดจากกินหมูสามชั้นหนึ่งมื้อแล้วไขมันวิ่งตรงไปหาตับอ่อนครับ ส่วนใหญ่เป็นภาพสะสมจากหลายอย่างรวมกัน กินพลังงานเกินเรื้อรัง พุงเพิ่ม ขยับน้อย กล้ามเนื้อน้อยลง ดื้ออินซูลิน Triglyceride สูง เมื่อพื้นที่เก็บไขมันตามปกติเริ่มรับไม่ไหว ไขมันส่วนเกินสามารถไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ได้ เราเรียกว่า Ectopic fat หรือพูดง่าย ๆ คือ “ไขมันไปอยู่ผิดที่” ตับก็โดน กล้ามเนื้อก็โดน ตับอ่อนก็โดนได้ครับ
3️. ไขมันพอกตับอ่อน เกี่ยวอะไรกับเบาหวาน? Fact คือ คนที่มีไขมันในตับอ่อนมาก มักพบร่วมกับภาวะดื้ออินซูลิน อ้วนลงพุง ไขมันพอกตับ และเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น ส่วนสิ่งที่ยังศึกษากันต่อคือ ไขมันส่วนเกินในตับอ่อนมีส่วน “เป็นเหตุโดยตรง” มากแค่ไหน แต่เรารู้ว่าในภาวะที่กรดไขมันอิสระสูงและเมตาบอลิกแย่ เซลล์เบต้าที่สร้างอินซูลินอาจทำงานแย่ลงได้ ตอนแรกตับอ่อนอาจยังพอชดเชยไหวครับ แต่ถ้าร่างกายดื้ออินซูลินมากขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่ง “คนผลิตอินซูลิน” อาจเริ่มตามงานไม่ทัน แล้วน้ำตาลก็เริ่มสูงขึ้นให้เราเห็น
4️. ปัญหาคือ มันอาจไม่ส่งอาการเตือนชัด ๆ ไขมันพอกตับอ่อนไม่ได้มีอาการเฉพาะที่เรารู้สึกได้ง่ายครับ ไม่ใช่ว่าเช้าตื่นมาแล้วจะรู้ว่า “วันนี้ตับอ่อนมีไขมันเพิ่มนะ” สิ่งที่มักเห็นก่อนกลับเป็นภาพอื่น ๆ เช่น รอบเอวเพิ่ม น้ำหนักขึ้นง่าย Triglyceride สูง ไขมันพอกตับ FPG เริ่มแตะสูง HbA1c ขยับ ความดันเริ่มมา แต่บางคนไม่มีอะไรชัดเลยก็มีครับ นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้ควรดูจาก “ภาพรวม” ไม่ใช่รอให้อาการมาเคาะประตูก่อน
5️. ถ้ามีไขมันพอกตับอยู่แล้ว ต้องสนใจตับอ่อนด้วยไหม? ผมว่าอย่างน้อยควรสนใจ “ระบบเผาผลาญทั้งชุด” ครับ เพราะไขมันพอกตับกับไขมันในตับอ่อนมักพบร่วมกับปัจจัยพื้นฐานคล้ายกัน โดยเฉพาะคนที่มี พุงเยอะ น้ำหนักเกิน เบาหวานหรือก่อนเบาหวาน Triglyceride สูง HDL ต่ำ ความดันสูง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีไขมันพอกตับต้องมีไขมันพอกตับอ่อนนะครับ แต่ถ้าปัจจัยเมตาบอลิกเริ่มมาหลายตัว ก็ไม่ควรมองแค่ตับอย่างเดียวแล้วครับ
6️. แล้วเราต้องไปตรวจไขมันพอกตับอ่อนทุกคนไหม? ไม่ต้องครับ การประเมินไขมันในตับอ่อนอาจทำได้จากการตรวจภาพบางชนิด เช่น MRI, CT หรืออัลตราซาวนด์ในบางกรณี แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นการตรวจคัดกรองมาตรฐานสำหรับทุกคน และการวัดไขมันตับอ่อนก็ยังไม่ได้มีเกณฑ์เดียวที่ใช้กันเหมือนการวินิจฉัยเบาหวานครับ สิ่งที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์กว่าคือดู
- รอบเอว
- FPG
- HbA1c
- Triglyceride
- HDL
- ความดัน
- น้ำหนัก
- และดูว่ามีไขมันพอกตับร่วมไหม
เพราะตัวเลขเหล่านี้ช่วยบอกได้ว่า “ระบบเผาผลาญของเรากำลังเดินไปทางไหน”
7️. ข่าวดีคือ ไขมันในอวัยวะไม่ได้เพิ่มอย่างเดียว มันลดได้ด้วย ตรงนี้อยากให้สบายใจขึ้นครับ ในคนที่มีน้ำหนักเกินหรือไขมันช่องท้องมาก การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดไขมันในตับได้ชัดเจน ส่วนไขมันในตับอ่อนก็มีข้อมูลว่าลดลงได้ในบางคนเมื่อมีการลดน้ำหนักและระบบเมตาบอลิกดีขึ้น สิ่งที่ผมอยากให้ทำ ไม่ใช่หา “น้ำล้างตับอ่อน” ครับ แต่คือ
- ลดน้ำหวานและอาหารพลังงานสูงที่กินซ้ำทั้งวัน
- ให้ทุกมื้อมีโปรตีนและผักมากขึ้น
- ลดของทอด เนื้อติดมัน และอาหารแปรรูปหนัก
- เลือกปลา ถั่ว และไขมันไม่อิ่มตัวให้บ่อยขึ้น
- เดินหลังอาหารสัก 10–15 นาที
- ฝึกแรงต้าน 2–3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อรักษากล้ามเนื้อ
- ถ้ามีพุงหรือน้ำหนักเกิน ค่อย ๆ ลด ไม่ต้องอดจนกล้ามหาย
- นอนให้พอ เพราะการนอนก็เกี่ยวกับความไวต่ออินซูลินครับ
ไขมันไม่ได้พอกได้แค่ตับครับ ตับอ่อนก็มีไขมันสะสมได้ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ตัวไขมัน แต่คือหลายคนอาจไม่รู้เลยว่าระบบเผาผลาญกำลังเริ่มเหนื่อยอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอให้น้ำตาลขึ้นถึงเกณฑ์เบาหวานครับ ดูรอบเอว ดูน้ำตาล ดูไขมัน และเริ่มขยับตั้งแต่วันนี้ ยิ่งเราลดไขมันส่วนเกินและรักษากล้ามเนื้อได้เร็วเท่าไร ภาระที่ตกกับตับและตับอ่อนก็ยิ่งมีโอกาสลดลงครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ