ความเชื่อที่ว่า "น้ำฝน" คือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยนั้น อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนสำหรับหลายท่าน ในความเป็นจริงแล้ว น้ำฝนไม่ได้เป็นตัวการหลักที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยโดยตรง แต่เป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงชั่วคราว ทำให้เชื้อไวรัสและแบคทีเรียสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ชี้แจงว่า สาเหตุหลักของการเจ็บป่วยในช่วงฤดูฝนนั้นมีอยู่ 2 ประการสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
1. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่หนังศีรษะ
เมื่อน้ำฝนตกลงมากระทบศีรษะ ความเย็นของน้ำฝนจะทำให้อุณหภูมิบริเวณหนังศีรษะและร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยบริเวณจมูกและทางเดินหายใจส่วนต้นหดตัวลง เมื่อเส้นเลือดหดตัว เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคจะเดินทางมาเลี้ยงบริเวณทางเดินหายใจได้น้อยลง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบริเวณนั้นอ่อนแอลงชั่วคราว จึงเป็นโอกาสให้เชื้อไวรัสไข้หวัดที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
2. สิ่งสกปรกและเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับฝน
น้ำฝนในปัจจุบันไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์ 100% เนื่องจากต้องตกลงผ่านชั้นบรรยากาศที่มีทั้งฝุ่นละออง ควัน มลพิษ และเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ลอยอยู่ในอากาศ เมื่อละอองฝนสาดมากระทบเส้นผมและหนังศีรษะ สิ่งสกปรกเหล่านี้จะเกาะติดและสะสมอยู่บนหัวของเรา หากปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งเอง ความชื้นสะสมร่วมกับความสกปรกอาจก่อให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ และทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนไปเรื่อยๆ จนป่วยในที่สุด
การสระผมหลังจากโดนฝนเป็นการช่วยล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกจากหนังศีรษะ และที่สำคัญคือการใช้น้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นสระผม จะช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายและหนังศีรษะให้กลับมาสมดุลและอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นการตัดวงจรไม่ให้ร่างกายอ่อนแอจนเป็นหวัด
วิธีดูแลตัวเองหลังโดนละอองฝน ป้องกันก่อนเจ็บป่วย
-รีบสระผมทันที เมื่อกลับถึงบ้านให้สระผมด้วยแชมพูเพื่อล้างสิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนมากับน้ำฝน
-เป่าผมให้แห้งสนิท หลังจากสระผมเสร็จแล้ว ต้องเช็ดและใช้พัดลมหรือไดร์เป่าผมให้แห้งสนิททันที ห้ามปล่อยให้ผมชื้นหรือนอนทั้งๆ ที่ผมยังเปียก
-ทำร่างกายให้อบอุ่น อาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งและสะอาด หากรู้สึกหนาวให้ดื่มน้ำอุ่นเพื่อช่วยเพิ่มอุณหภูมิจากภายใน