จากกรณีที่ก่อนหน้านั้น นิวเคลียร์ หรรษา ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุจำเป็นที่ต้องยกเลิกทริปท่องเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ และเลื่อนงานอีเวนต์ทั้งหมดในสัปดาห์นี้ออกไปก่อน เนื่องจากอยู่ระหว่างการรักษาอาการป่วยด้วยเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร หรือ H. pylori โดยได้อัดคลิปวิดีโอเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เผยว่าตนได้รับผลข้างเคียงจากยาฆ่าเชื้อค่อนข้างรุนแรงหลายประการ ซึ่งประกอบด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ท้องเสีย และมีอาการขมคอคล้ายอมเหล็ก จนไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ตามปกติ สาเหตุของอาการรุนแรงนี้เกิดจากการดื้อยา เนื่องจากเมื่อปีก่อนไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษาให้หายขาดอย่างต่อเนื่อง นิวเคลียร์ได้สอบถามผู้ที่เคยมีประสบการณ์ป่วยด้วยอาการเดียวกันว่า อาการรุนแรงเช่นนี้จะคงอยู่ตลอดระยะเวลา 10 วันของการรักษาหรือไม่ ท่ามกลางกำลังใจมากมายจากแฟนคลับที่เข้ามาอวยพรให้เธอหายป่วยโดยเร็ว
ล่าสุด หมอเจด ได้ออกมาเผยถึงโรคดังกล่าวว่า ช่วงนี้หลายคนเห็นคุณนิวเคลียร์ หรรษา แชร์ประสบการณ์รักษาโรคกระเพาะติดเชื้อ H. pylori แล้วบอกว่ายาทรมานมาก ผมเข้าใจครับ ยาชุดนี้บางคนกินแล้วขมปาก คลื่นไส้ เวียนหัว ถ่ายเหลว จนอยากหยุด แต่ก่อนจะกลัวยา ผมอยากให้กลัวเชื้อก่อน เพราะถ้าปล่อย H. pylori ไว้นาน ๆ มันไม่ได้จบแค่แสบท้อง แต่มันทำให้กระเพาะอักเสบเรื้อรัง เป็นแผล และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้จริงครับ H. pylori ถูกจัดเป็นเชื้อที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งกระเพาะอาหาร และการติดเชื้อเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะได้หลายเท่าเมื่อเทียบกับคนไม่ติดเชื้อ
1) อาการและการดำเนินโรคของ H. pylori
H. pylori หรือ Helicobacter pylori เป็นแบคทีเรียแกรมลบ รูปร่างเป็นเกลียว อาศัยอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะอาหารครับ เชื้อนี้แสบตรงที่หลายคนติดแล้วไม่รู้ตัว เพราะประมาณ 70–80% ของผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการ เราเรียกว่า asymptomatic colonization คือมีเชื้ออยู่ แต่ยังไม่แสดงอาการอะไรชัด ๆ และในผู้ใหญ่ไทยก็พบการติดเชื้อได้ไม่น้อย ประมาณ 50–60% ได้เลยครับ ปัญหาคือพอไม่มีอาการ คนก็ไม่ตรวจ ไม่รักษา แล้วเชื้ออยู่กับกระเพาะไปเรื่อย ๆ เป็นปี ๆ ได้
ถ้าเชื้อเริ่มก่อโรค อาการมักมาแนว dyspepsia หรืออาการกระเพาะ เช่น
• ปวดแน่นใต้ลิ้นปี่ หรือ epigastric pain
• แน่นท้อง ท้องอืด
• เรอบ่อย คลื่นไส้
• อิ่มเร็ว กินได้นิดเดียวก็แน่น
• แสบร้อน หรือมีอาการคล้ายกรดไหลย้อน ลักษณะปวดก็ช่วยบอกทิศทางได้ครับ
• ถ้าปวดตอนหิว ปวดกลางดึก แล้วกินอาหารหรือกินยาลดกรดแล้วดีขึ้น อาจชวนคิดถึงแผลลำไส้เล็กส่วนต้น
• ถ้ากินแล้วปวดมากขึ้น อาจเจอได้ในแผลกระเพาะอาหาร
พูดให้จำง่ายขึ้นคือ ถ้าเป็นกระเพาะเรื้อรัง กินยาลดกรดแล้วดีขึ้นแป๊บเดียว แต่กลับมาเป็นซ้ำเรื่อย ๆ อย่าคิดว่าเป็นแค่กรดเยอะอย่างเดียวครับ ต้องนึกถึง H. pylori ด้วย
อาการที่ต้องระวังมากขึ้น หรือที่เรียกว่า alarm symptoms ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง อย่าซื้อยากินเองต่อครับ ควรไปตรวจให้ชัด
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
- กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
- อาเจียนซ้ำ ๆ
- อาเจียนเป็นเลือด
- ถ่ายดำ หรือมีเลือดปน
- ซีด เหนื่อยง่ายผิดปกติ
อาการพวกนี้อาจบอกถึงแผล เลือดออก หรือโรคอื่นที่ต้องตรวจเพิ่มเติมครับ ส่วนในเด็ก บางคนอาจไม่ได้บ่นชัดแบบผู้ใหญ่ แต่อาจมีปวดท้องซ้ำ ๆ หรือโตช้ากว่าที่ควรได้เหมือนกันครับ
2) วิธีการตรวจ H. pylori ตรวจยังไง ไม่จำเป็นต้องส่องกล้องทุกคน
การตรวจ H. pylori แบ่งง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่มครับ คือ แบบไม่ต้องส่องกล้อง และ แบบต้องส่องกล้อง เลือกวิธีไหนขึ้นกับอาการ ความเสี่ยง อายุ สัญญาณอันตราย และความพร้อมของโรงพยาบาล ไม่ใช่ทุกคนต้องเริ่มด้วยการส่องกล้องครับ
กลุ่มที่ไม่ต้องส่องกล้อง เช่น - Urea Breath Test หรือ UBT เป่าลมหายใจ ตรวจว่าเชื้อยังมีชีวิตอยู่ไหม ความแม่นยำสูงมาก หลายที่ใช้เป็นตัวหลัก
- Stool Antigen Test ตรวจอุจจาระหาเชื้อ ราคามักเข้าถึงง่าย ใช้ตรวจ active infection และใช้เช็กหลังรักษาได้
- Serology หรือ IgG ตรวจเลือดดูภูมิ แต่ข้อเสียคือบอกได้ว่าเคยเจอเชื้อ ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ยังมีเชื้อแน่ ๆ จึงไม่ค่อยเหมาะใช้ยืนยันหลังรักษาครับ ส่วนกลุ่มที่ต้องส่องกล้อง เช่น
- Rapid Urease Test หรือ CLO test ตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ตอนส่องกล้องมาตรวจ ผลมักออกเร็ว
- Histology เอาชิ้นเนื้อไปดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ข้อดีคือดูสภาพเยื่อบุกระเพาะ แผล การอักเสบ หรือความผิดปกติอื่น ๆ ได้ด้วย
- Culture หรือ PCR ใช้ในบางกรณี เช่น รักษาแล้วไม่หาย ต้องดูเรื่องเชื้อดื้อยา หรือยีนดื้อยาครับ
ถ้าถามว่าในไทยตรวจอะไรเจอบ่อย ผมว่า UBT เป็นวิธีที่ดีมากถ้าโรงพยาบาลมี เพราะไม่เจ็บ ไม่ต้องส่องกล้อง และตรวจเชื้อที่ยัง active ได้ วิธีคือให้ดื่มสาร urea ที่ติดฉลาก แล้วเป่าลมหายใจ ถ้ามี H. pylori เชื้อจะใช้เอนไซม์ urease ย่อย urea แล้วปล่อยก๊าซออกมาให้ตรวจพบในลมหายใจครับ แต่มีจุดสำคัญมากก่อนตรวจนะครับ ถ้าจะตรวจ UBT หรือ Stool Antigen ควรหยุดยาลดกรดกลุ่ม PPI อย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์ และหยุดยาปฏิชีวนะประมาณ 4 สัปดาห์ ตามที่หมอแนะนำ ไม่งั้นผลอาจออกมาเป็นลบปลอม คือจริง ๆ มีเชื้อ แต่ตรวจไม่เจอครับ อันนี้หลายคนพลาด เพราะกินยาลดกรดอยู่แล้วไปตรวจเลย ผลเลยอาจหลอกเราได้ครับ
3) อันตรายถ้าทิ้งไว้ไม่ยอมรักษา
ถ้าปล่อย H. pylori ไว้นาน เชื้อจะทำให้กระเพาะอักเสบเรื้อรัง หรือ chronic active gastritis ครับ บางคนอาจไม่มีอาการมาก แต่ข้างในกระเพาะอักเสบอยู่เรื่อย ๆ พอนานเข้า ภาวะแทรกซ้อนเริ่มตามมาได้ ตั้งแต่แผลในกระเพาะ ไปจนถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น
- Peptic Ulcer Disease หรือ PUD แผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น เชื้อทำให้ชั้นป้องกันกระเพาะเสีย กรดเลยกัดเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น พบได้ประมาณ 10–15% ของผู้ติดเชื้อ
- Upper GI bleeding แผลเลือดออก อาจมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ซีด เหนื่อยง่าย แบบนี้ไม่ใช่กระเพาะธรรมดาแล้วครับ
- Perforation แผลทะลุ ถ้าแผลลึกจนทะลุเข้าช่องท้อง เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบผ่าตัด ไม่ใช่กินยารอครับ
- Gastric outlet obstruction แผลแถวทางออกกระเพาะเกิดพังผืดตีบ ทำให้อาเจียนบ่อย กินได้น้อย น้ำหนักลด
- Correa cascade คือเส้นทางที่เยื่อบุกระเพาะอักเสบเรื้อรัง ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น atrophic gastritis → intestinal metaplasia → dysplasia → และอาจกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
- MALT lymphoma มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งในกระเพาะ ที่เกี่ยวกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเรื้อรังจากเชื้อนี้
- Iron deficiency anemia หรือโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก อาจเกิดจากเลือดออกเรื้อรัง หรือการดูดซึมธาตุเหล็กลดลง
ที่ต้องพูดให้ชัดคือ H. pylori ถูกจัดเป็น Class I carcinogen โดย WHO/IARC หรือสารก่อมะเร็งในคนกลุ่มที่มีหลักฐานชัด และคนที่ติดเชื้อมีความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 2–6 เท่า ครับ ปัญหาคือช่วงแรกหลายคนไม่รู้สึกผิดปกติ กว่าจะมีอาการชัด บางครั้งก็เกิดแผล เลือดออก หรือโรคไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกระเพาะเรื้อรัง อย่ากินยาลดกรดวนไปอย่างเดียว ควรตรวจหาเชื้อและรักษาให้หายขาดครับ
4) เราพบเชื้อ H. pylori
ได้อย่างไร H. pylori เป็นหนึ่งในการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยมากทั่วโลก ประมาณว่ามีคนติดเชื้อนี้ราว 44% ของประชากรโลก หรือประมาณ 4,400 ล้านคน ส่วนในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทย พบได้สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยผู้ใหญ่ไทยอาจพบได้ประมาณ 50–60% และหลายคนติดมาตั้งแต่วัยเด็กแล้วไม่รู้ตัวครับ หลักการติดเชื้อสำคัญมี 2 ทางครับ
- Fecal-oral route คือเชื้อจากอุจจาระปนเปื้อนน้ำหรืออาหาร แล้วเข้าสู่ปาก พบได้มากในพื้นที่ที่น้ำไม่สะอาด หรือสุขอนามัยยังไม่ดีพอ
- Oral-oral route คือเชื้อผ่านทางน้ำลายหรือของที่เข้าปากร่วมกัน เช่น ใช้ช้อนร่วมกัน จูบปาก หรือการเคี้ยวอาหารก่อนป้อนเด็ก ซึ่งยังพบได้ในบางบ้าน ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงติดเชื้อมากขึ้นคือ อยู่กันแออัด ใช้ห้องน้ำร่วมกันหลายคน น้ำดื่มไม่สะอาด ล้างมือไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการติดเชื้อตั้งแต่วัยเด็ก เพราะภูมิคุ้มกันและสุขอนามัยช่วงนั้นยังไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ เชื้อนี้อาจอยู่รอดในน้ำหรือสิ่งแวดล้อมได้ช่วงหนึ่ง แต่ไม่ทนความร้อนและสารฆ่าเชื้อครับ เพราะฉะนั้นอาหารปรุงสุก น้ำสะอาด ล้างมือ และใช้ช้อนกลาง ยังเป็นพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง และข่าวดีคือเมื่อสุขอนามัยของประเทศดีขึ้น อัตราการติดเชื้อก็ลดลงได้ครับ
5) การติดต่อสู่คนอื่นและในครอบครัว
H. pylori ไม่ได้ติดง่ายเหมือนไข้หวัดนะครับ แต่แพร่ในครอบครัวได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีคนติดเชื้ออยู่แล้ว คู่สมรสหรือเด็กในบ้านอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นประมาณ 2–5 เท่า เพราะใช้ชีวิตใกล้กัน กินร่วมกัน และมีโอกาสรับเชื้อซ้ำจากพฤติกรรมประจำวัน ทางแพร่เชื้อหลัก ๆ มี 3 ทางครับ
- Fecal-oral route เชื้อจากอุจจาระปนเปื้อนน้ำหรืออาหาร อันนี้สำคัญมากในพื้นที่ที่สุขอนามัยไม่ดี ล้างมือไม่ดี หรือน้ำไม่สะอาด
- Oral-oral route เชื้อผ่านน้ำลาย เช่น ใช้ช้อนร่วมกัน กินจากภาชนะเดียวกัน จูบปาก หรือป้อนอาหารเด็กแบบช้อนเดียวกัน
- Gastric-oral route เชื้ออาจออกมากับอาเจียน พบได้น้อยกว่า แต่เป็นไปได้ โดยเฉพาะเวลามีคนอาเจียนแล้วทำความสะอาดไม่ดี
ในบ้านเรา จุดที่ต้องระวังคือการกินร่วมกันครับ เช่น จิ้มน้ำจิ้มถ้วยเดียวกัน ใช้ช้อนส่วนตัวตักอาหารจานกลาง หรือป้อนอาหารเด็กด้วยช้อนที่ผู้ใหญ่ใช้แล้ว งานวิจัยอาจยังไม่ได้ฟันธงทุกพฤติกรรมแบบตรง ๆ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าลดการใช้น้ำลายร่วมกันได้ก็ควรลดครับ ถ้าบ้านไหนมีคนตรวจเจอ H. pylori ไม่ได้แปลว่าต้องจับทุกคนมากินยาทันทีนะครับ แนวทางปัจจุบันยังไม่ได้แนะนำให้ test and treat ทุกคนในบ้านแบบอัตโนมัติ แต่ถ้าสมาชิกในบ้านมีอาการกระเพาะเรื้อรัง แสบท้อง จุกลิ้นปี่ เรอบ่อย หรือมีประวัติแผลในกระเพาะ ก็ควรคุยกับหมอเรื่องตรวจเชื้อด้วยครับ และถึงรักษาหายแล้ว ก็ยังมีโอกาสติดซ้ำได้ โดยเฉพาะถ้ายังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม หรือมีคนในบ้านที่ยังมีเชื้ออยู่ ประเทศพัฒนาแล้วอาจพบติดซ้ำประมาณ 1–3% ต่อปี แต่ในประเทศกำลังพัฒนาอาจสูงกว่านั้น เพราะฉะนั้นรักษาให้หายอย่างเดียวไม่พอ ต้องปรับสุขอนามัยในบ้านด้วยครับ
6) อาหารไทยแบบไหนที่เสี่ยง
ต้องย้ำก่อนนะครับว่า อาหารไทยไม่ได้เป็นพาหะของ H. pylori โดยตรง แต่สิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงคือวิธีทำ วิธีเก็บ ความสะอาดของน้ำ วัตถุดิบ และพฤติกรรมการกินร่วมกัน โดยเฉพาะการใช้ช้อน ตะเกียบ น้ำจิ้ม หรือภาชนะร่วมกันครับ
อาหารและพฤติกรรมที่ควรระวัง เช่น
- ลาบดิบ / ก้อยดิบ เนื้อสัตว์ไม่ผ่านความร้อน เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อจากวัตถุดิบ น้ำ หรือขั้นตอนการทำ แม้ไม่ใช่ทางหลักเฉพาะของ H. pylori แต่ในแง่โรคทางเดินอาหารถือว่าเสี่ยงครับ
-ส้มตำปูดิบ / ปูดิบ ถ้าเป็นปูดิบจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด อาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเดินอาหารผ่านทาง fecal-oral route หรือเชื้อจากอุจจาระปนเปื้อนน้ำและอาหาร
- ปลาร้าดิบ / น้ำปลาร้าที่ไม่ต้ม การหมักไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไปครับ ถ้ากระบวนการไม่สะอาด วัตถุดิบปนเปื้อน หรือเอามากินโดยไม่ผ่านความร้อน ก็ยังเสี่ยงเชื้อทางเดินอาหารได้ แนะนำให้ใช้น้ำปลาร้าต้มสุกจะปลอดภัยกว่า
- ผักสดที่ล้างไม่สะอาด ผักสดกินได้ครับ แต่ต้องล้างให้ดี เพราะถ้าน้ำที่ใช้ปลูก ล้าง หรือเก็บไม่สะอาด อาจปนเปื้อนเชื้อจากดิน น้ำ หรือมูลสัตว์ได้ อันนี้เป็นจุดที่หลายคนมองข้าม
- น้ำจิ้มร่วม / อาหารจานกลาง จิ้มน้ำจิ้มถ้วยเดียวกัน ใช้ช้อนส่วนตัวตักกับข้าวจานกลาง หรือเอาตะเกียบที่เข้าปากแล้วคีบของในหม้อร่วมกัน พวกนี้เพิ่มโอกาสแพร่เชื้อทาง oral-oral route หรือน้ำลายสู่ปากได้ครับ
- หมูกระทะ / ชาบู / บุฟเฟต์ ไม่ได้เสี่ยงเพราะหมูกระทะผิดนะครับ แต่เสี่ยงจากการใช้ตะเกียบคีบของดิบแล้วเอาเข้าปาก ใช้ภาชนะปนกัน หรือกินของที่ยังสุกไม่ทั่วถึง ถ้าแยกตะเกียบดิบ-สุก ใช้ช้อนกลาง และทำให้สุกจริง ความเสี่ยงลดลงเยอะครับ
- ข้าวต้มกุ๊ยหรืออาหารร่วมโต๊ะหลายอย่าง เมนูแบบนี้มักมีหลายจานกลาง ถ้าใช้ช้อนส่วนตัวตักร่วมกันทั้งโต๊ะ โอกาสปนเปื้อนจากน้ำลายก็เพิ่มขึ้นได้ครับ ใช้ช้อนกลางแยกจานเถอะครับ ไม่เสียศักดิ์ศรี แถมช่วยลดเชื้อได้ด้วย
- น้ำแข็งหรือน้ำดื่มที่ไม่ได้มาตรฐาน ร้านอาหารบางแห่ง ถ้าน้ำหรือ น้ำแข็งไม่สะอาด ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงเชื้อทางเดินอาหารได้ โดยเฉพาะในคนที่กระเพาะหรือลำไส้ไวอยู่แล้ว
ข่าวดีคืออาหารไทยที่ ปรุงสุก ร้อน สะอาด เช่น ผัดกะเพรา ต้มยำ แกงไทยทั่วไป ข้าวผัด หรืออาหารที่ผ่านความร้อนดี ๆ โดยหลักแล้วปลอดภัยกว่ามาก เพราะ H. pylori ไม่ทนความร้อนครับ เวลาซักประวัติคนที่เป็นกระเพาะเรื้อรัง ผมไม่ได้ถามแค่ว่า “ปวดตรงไหน” แต่ต้องถามพฤติกรรมด้วย เช่น กินดิบบ่อยไหม กินนอกบ้านบ่อยไหม ใช้ช้อนกลางไหม น้ำดื่มสะอาดไหม หรือมีคนในบ้านเป็นกระเพาะเรื้อรังเหมือนกันหรือเปล่า
7) อาหารแช่ตู้เย็นกับเชื้อ H. pylori
หลายคนคิดว่าเอาอาหารเข้าตู้เย็นแล้วปลอดภัยทันที อันนี้ไม่ถูกทั้งหมดครับ ตู้เย็นช่วยชะลอการเติบโตของแบคทีเรียหลายชนิด และในภาพรวมระดับประชากร การมีตู้เย็นในบ้านสัมพันธ์กับการติดเชื้อ H. pylori ที่ลดลง เพราะอาหารเก็บสะอาดขึ้น บูดเสียยากขึ้น แต่ต้องเข้าใจว่า H. pylori อาจมีชีวิตอยู่ที่อุณหภูมิตู้เย็นประมาณ 4°C ได้หลายวัน เพียงแต่มันไม่ค่อยแพร่พันธุ์ในอุณหภูมินั้นครับ
จุดที่ควรระวังคือ
- เนื้อสัตว์ดิบในตู้เย็น ถ้ามีเชื้อปนเปื้อนมาก่อน แล้วเอาไปทำแบบดิบหรือกึ่งสุก เช่น ลาบดิบ ก้อยดิบ หรือสุกไม่ทั่วถึง ความเสี่ยงก็ยังอยู่ครับ ตู้เย็นไม่ได้ฆ่าเชื้อแทนความร้อน
- ผักสดที่ล้างไม่สะอาด ผักที่มีดิน น้ำ หรือสิ่งปนเปื้อนติดมา ถ้าเอาเข้าตู้เย็นทั้งแบบนั้น เชื้อโรคก็ยังอาจติดอยู่ได้ ควรล้างให้สะอาดก่อนกินทุกครั้ง หรือเก็บแยกให้ดี
- ของดิบปนของสุกในตู้เย็น วางเนื้อดิบใกล้อาหารสุก น้ำจากของดิบหยดใส่ของกินพร้อมรับประทาน หรือใช้ภาชนะปนกัน แบบนี้เรียกว่า
cross-contamination หรือการปนเปื้อนข้ามครับ อันนี้เจอบ่อยกว่าที่คิด สรุปคือ ตู้เย็นช่วยได้ แต่ไม่ใช่เครื่องฆ่าเชื้อครับ อาหารที่ควรสุกก็ต้องทำให้สุก แยกดิบ-สุกให้ชัด ปิดภาชนะให้ดี และอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนกิน โดยเฉพาะคนที่เป็นกระเพาะเรื้อรังหรือมีคนในบ้านติดเชื้อ H. pylori อย่าประมาทเรื่องนี้ครับ
8)ความเชื่อมโยง H. pylori กับมะเร็งกระเพาะอาหาร
ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องครับ H. pylori ทำให้กระเพาะอักเสบเรื้อรัง พออักเสบนาน ๆ เยื่อบุกระเพาะต้องซ่อมแซมซ้ำ บางคนเกิดแผล บางคนเยื่อบุกระเพาะเปลี่ยนแปลงผิดปกติ และในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้ องค์การอนามัยโลกโดย IARC จัด H. pylori เป็นสารก่อมะเร็งในคนกลุ่ม 1 ซึ่งแปลว่ามีหลักฐานชัดว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็งในคนครับ
9) แนวทางรักษาในไทย
ในไทยการรักษาไม่ได้ใช้ยาลดกรดอย่างเดียวครับ โดยทั่วไปหมอจะใช้ ยาลดกรดกลุ่ม PPI ร่วมกับยาปฏิชีวนะหลายตัว บางสูตรเป็น 3 ตัว บางสูตรเป็น 4 ตัว และบางกรณีมี bismuth ร่วมด้วย ระยะเวลามักอยู่ประมาณ 7–14 วัน ขึ้นกับสูตร ประวัติแพ้ยา ประวัติเคยรักษามาก่อน และดุลยพินิจของหมอ แนวทางไทยมีการพูดถึงสูตร 4 ตัวที่มีบิสมัทและสูตรอื่น ๆ โดยบางสูตรใช้ 10–14 วันครับ
10) ทำไมยามันถึงทรมาน?
เพราะสูตรฆ่าเชื้อ H. pylori ต้องใช้ยาหลายตัวพร้อมกันครับ ไม่ใช่ยาเบา ๆ เม็ดเดียวจบ ผลข้างเคียงที่เจอได้คือขมปาก คลื่นไส้ เวียนหัว มวนท้อง ถ่ายเหลว เบื่ออาหาร ปากมีรสโลหะ หรือรู้สึกเหม็นยา อันนี้คนที่บอกว่าทรมานไม่ได้พูดเกินเสมอไป แต่ถ้ามีผื่น หายใจลำบาก อาเจียนมาก กินไม่ได้ ถ่ายดำ หน้ามืด หรือปวดท้องรุนแรง แบบนี้ต้องติดต่อหมอทันที ไม่ใช่ทนเงียบ ๆ ครับ
11) ทรมานแค่ไหนก็ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
ข้อนี้ต้องชัดครับ ถ้าหยุดยากลางคันเพราะดีขึ้นแล้ว หรือเพราะทนขมปาก คลื่นไส้ไม่ไหว เชื้ออาจตายไม่หมด แล้วดื้อยาได้ คราวหน้ารักษายากขึ้น ต้องเปลี่ยนสูตรยา กินยานานขึ้น และผลข้างเคียงอาจหนักกว่าเดิม ถ้าทนยาไม่ไหวให้โทรถามหมอหรือกลับไปพบหมอเพื่อปรับแผน ไม่ใช่หยุดเองแล้วหายไปครับ
12) การดูแลตัวเองและการป้องกัน
ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีน H. pylori ที่ใช้กันทั่วไปในคลินิกนะครับ เพราะฉะนั้นการป้องกันหลัก ๆ ยังอยู่ที่สุขอนามัย อาหาร น้ำ และพฤติกรรมในบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีคนเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง หรือตรวจเจอเชื้อนี้แล้ว
- ล้างมือให้จริงจัง โดยเฉพาะก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ใช้สบู่ฟอกอย่างน้อยประมาณ 20 วินาที ไม่ใช่แตะน้ำแล้วเรียกล้างมือนะครับ เชื้อทางเดินอาหารหลายอย่างเข้าทางมือเรานี่แหละ
- ดื่มน้ำสะอาด เลือกน้ำต้มสุก น้ำกรอง หรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงน้ำจากแหล่งที่ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเวลาเดินทางหรืออยู่ในพื้นที่ที่น้ำไม่สะอาด
- กินอาหารสุกสะอาด ล้างผักผลไม้ก่อนกิน ปรุงอาหารให้สุกพอ ไม่กินอาหารดิบหรือกึ่งดิบในพื้นที่เสี่ยง และระวังการปนเปื้อนระหว่างของดิบกับของสุก
- ใช้ช้อนกลาง และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ช้อน แก้วน้ำ แปรงสีฟัน ควรใช้ของใครของมัน โดยเฉพาะบ้านที่มีคนติดเชื้อหรือมีอาการกระเพาะเรื้อรัง อย่าใช้ช้อนส่วนตัวตักอาหารจานกลางซ้ำ ๆ
- เลิกป้อนอาหารแบบเคี้ยวก่อนให้เด็ก พฤติกรรมนี้ยังเจอในบางบ้านครับ แต่ไม่ควรทำ เพราะเป็นการส่งน้ำลายผู้ใหญ่ไปให้เด็กโดยตรง ถ้าผู้ใหญ่มีเชื้อ เด็กก็มีโอกาสรับเชื้อได้
- ถ้าเป็นกระเพาะเรื้อรัง ควรตรวจหาเชื้อ โดยเฉพาะคนที่แสบท้อง จุกลิ้นปี่ ท้องอืด เรอบ่อย กินยาลดกรดแล้วกลับมาเป็นซ้ำ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรคุยกับหมอเรื่องตรวจ H. pylori
- ถ้าตรวจเจอ ต้องรักษาให้ครบ การกำจัดเชื้อ หรือ eradication ช่วยลดความเสี่ยงแผลในกระเพาะ เลือดออก และภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้ครับ สูตรรักษาในไทยมีหลายแบบ เช่น Triple therapy 14 วัน คือ PPI + Clarithromycin + Amoxicillin หรือ Bismuth quadruple therapy ในพื้นที่ที่กังวลเรื่องเชื้อดื้อยา โดยหมอจะเลือกตามประวัติยา พื้นที่ และความเหมาะสมของแต่ละคน
- อย่าหยุดยาเองกลางคัน อัตรารักษาสำเร็จขึ้นกับการกินยาครบมาก ๆ ครับ หรือที่เรียกว่า adherence ถ้ากินไม่ครบ เชื้ออาจไม่ตาย ดื้อยา และรอบหน้ารักษายากกว่าเดิม ถ้าผลข้างเคียงหนัก ให้ติดต่อหมอเพื่อปรับยา ไม่ใช่หยุดเองครับ
ผมเข้าใจครับว่ายารักษา H. pylori กินยาก บางคนทรมานจริง แต่ถ้าตรวจเจอแล้วต้องรักษาให้จบ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้แสบท้องหายชั่วคราว แต่คือหยุดกระเพาะอักเสบเรื้อรัง ลดแผลในกระเพาะ และลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต อย่ากลัวยาไม่กี่วันจนปล่อยเชื้ออยู่กับเราเป็นปีครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ
