เรียกได้ว่า เป็นนักแสดงตลกมากฝีมือ จตุรงค์ มกจ๊ก ได้เปิดใจเล่าเรื่องราวส่วนตัวที่สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ในรายการ SAD Bar ซึ่งดำเนินรายการโดย นิกกี้ ณฉัตร จันทพันธ์ โดยเป็นการย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาอันยากลำบากก่อนที่เขาจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางบันเทิง
โดยจตุรงค์ มกจ๊ก เปิดเผยว่า ในอดีตนั้น เขาต้องเผชิญกับความยากจนอย่างแสนสาหัส ถึงขั้นไม่มีแม้แต่เงินค่ารถโดยสารเพื่อเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งจากสถานการณ์ที่บีบคั้นนี้เอง ทำให้เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวและยอมแลกบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าในชีวิตเพื่อโอกาสในการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ แม้จะเป็นบาดแผลลึกที่ฝังอยู่ในใจตลอดมา แต่เขาก็ยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนั้น คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้และได้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งยืนยันว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังคงเลือกที่จะตัดสินใจเช่นเดิม เพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

ลุงรงค์ เล่าว่า ชีวิตสมัยเด็กของลุงยากจนมาก พ่อเป็นกรรมกรรับจ้างทำงานทุกอย่างเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว ส่วนแม่ไม่มีงานทำ แต่ความจนมันโหดร้าย ทำให้เด็กคนหนึ่งทนไม่ไหว เพราะบางวันไม่มีแม้ข้าวกิน ไม่มีเงินไปโรงเรียน จนช่วงอายุ 19 ปี แม้ฐานะที่บ้านจะเริ่มดีขึ้น แต่ก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เข้ากรุงเทพ เพราะมีความฝันอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ การเข้ากรุงในครั้งนั้น ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ไม่มีคนรู้จัก และไม่มีแม้กระทั้งเงินค่ารถกลับบ้าน
ตอนนั้น ไปสมัครเป็นแดนเซอร์อยู่กับวงดนตรีวงหนึ่ง และได้เจอกับครูสอนเต้น ชื่อพี่มานพ เป็นผู้ชายไว้หนวด อายุประมาณ 40 ปี เขา พูดกับเราตรงๆ เลยว่า ถ้าอยากมาอยู่ ต้องนอนกับเขา ถ้าไม่ยอม ก็กลับบ้านนอกไป ตอนนั้นตกใจมากทำอะไรม่พูด แต่คนรอบตัวบอก ทุกคนโดนหมดไม่มีใครรอด สุดท้าย ลุงรงค์ เลือกที่จะยอม เพราะไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว

คืนนั้นเขา พาเข้าโรงแรม ฝันร้ายก็เริ่มขึ้น ช่วงเวลานั้น ทั้งเจ็บ ทั้งรังเกียจ ทั้งขยะแขยง ในหัวตอนนั้นมีแต่คำถาม กูมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่ พยายามพูดว่า พอแล้ว แต่เขาก็ไม่หยุด ยอมรับว่าตอนนั้น มองตัวเองว่าไม่มีอำนาจ ไม่มีเงิน ไม่มีทางเลือกมากพอที่จะปฏิเสธ หลังจากเหตุการณ์ เขา ก็ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ คือให้โอกาสเราทำงาน ให้ค่าตัววันละ 100 ซึ่งสมัยนั้นเยอะมากสำหรับเด็กคนนึง
จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น ชื่อของ จตุรงค์ มกจ๊ก ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการตลก แม้ในใจจะยังเจ็บ และผวาที่ถูกทำร้าย ลุงรงค์ พูดตรงๆ ว่า ถ้าวันนั้นเขาไม่เอากูขึ้นเวที กูก็ไม่ได้เป็น จตุรงค์ มกจ๊ก
