วันที่ 22 ก.ย. 69 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ หมอเจด เผยว่า เรื่องน่ากลัวของโรคตับจากการติดเชื้อ คือหลายคนไม่ได้มีอาการหนักตั้งแต่วันแรกครับ ไม่ได้ตัวเหลือง ไม่ได้ปวดท้อง ไม่ได้อ่อนเพลียจนต้องเข้าโรงพยาบาล บางคนกินข้าวได้ ทำงานได้ ออกกำลังได้ตามปกติ แต่เชื้ออยู่กับเรามาหลายปีแล้ว และตับก็ค่อย ๆ ถูกทำร้ายทีละนิด พอรู้ตัวอีกทีอาจเริ่มมีพังผืด ตับแข็ง หรือความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะบ้านเรา ผมอยากให้รู้จัก 4 ตัวนี้ไว้ครับ เพราะบางตัวมีวัคซีนป้องกัน บางตัวรักษาให้กำจัดเชื้อได้ และบางตัวติดจากอาหารที่เราคุ้นเคยกันนี่แหละ
1️. ไวรัสตับอักเสบบี ติดแล้วสามารถอยู่กับเราเป็นสิบปี
ไวรัสตับอักเสบบี หรือ HBV เป็นตัวสำคัญมากครับ เพราะคนที่ติดแบบเรื้อรังจำนวนหนึ่งแทบไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะคนที่ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยเด็ก เชื้อสามารถอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานมาก ระหว่างนั้นตับอาจเกิดการอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืด และค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นตับแข็งได้ ที่สำคัญคือ HBV ยังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับด้วย และมะเร็งตับจากไวรัสบีสามารถเกิดขึ้นได้แม้บางคนยังไม่ได้เป็นตับแข็งชัดเจนครับ การติดต่อหลัก ๆ คือผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น จากแม่สู่ลูกขณะคลอด การใช้เข็มร่วมกัน หรือเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน แต่ข่าวดีคือ ไวรัสตับอักเสบบีมีวัคซีนป้องกัน ใครไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยฉีดหรือมีภูมิหรือยัง โดยเฉพาะคนที่มีคนในบ้านเป็นไวรัสบี เคยรับเลือดในอดีต มีคู่นอนติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงจากเลือด ควรตรวจให้ชัดครับ และคนที่ติดเชื้อแล้วก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องกินยาทันที ต้องดูระดับไวรัส ค่าตับ อายุ ภาวะพังผืด และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมกัน
2️. ไวรัสตับอักเสบซี เงียบได้นาน แต่ปัจจุบันรักษาได้ดีมาก
ไวรัสตับอักเสบซี หรือ HCV เป็นอีกตัวที่ผมอยากให้คนรู้จักครับ มันมักติดต่อผ่านเลือด เช่น การใช้เข็มร่วมกัน อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือด หรือการรับเลือดในยุคที่ระบบคัดกรองยังไม่เข้มเหมือนปัจจุบัน ปัญหาคือหลังติดเชื้อ หลายคนไม่มีอาการชัดเจน บางคนอยู่กับเชื้อเป็นสิบ ๆ ปี จนวันหนึ่งไปตรวจเจอค่าตับผิดปกติ หรือเจอพังผืด ตับแข็งโดยบังเอิญ ตับที่ถูกอักเสบเรื้อรังจาก HCV สามารถเกิดพังผืด ตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้ครับ แต่ข่าวดีมากคือ ตอนนี้มียาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่สามารถกำจัดเชื้อ HCV ได้ในคนส่วนใหญ่ด้วยคอร์สการรักษาที่ค่อนข้างสั้น ดังนั้นคนที่เคยมีความเสี่ยงจากเลือด ไม่ควรรอให้มีอาการแล้วค่อยตรวจครับ ตรวจเจอเร็ว รักษาเร็ว ก็ลดโอกาสที่ตับจะถูกทำร้ายต่อไปได้มาก
3️. ไวรัสตับอักเสบดี ตัวนี้ต้องอาศัยไวรัสบีก่อนถึงจะอยู่ได้
ไวรัสตับอักเสบดี หรือ HDV แปลกกว่าตัวอื่นครับ เพราะมันไม่สามารถติดและดำรงอยู่ในร่างกายได้เองแบบลำพัง ต้องอาศัยไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่มี HBV ก็ไม่มี HDV คนที่ติดไวรัสบีอยู่แล้ว หากติดไวรัสดีเพิ่ม การอักเสบของตับอาจรุนแรงขึ้น และมีโอกาสเกิดพังผืดหรือตับแข็งเร็วขึ้นกว่าการติดไวรัสบีอย่างเดียวในบางคนครับ การติดต่อคล้ายไวรัสบี คือเกี่ยวข้องกับเลือดและสารคัดหลั่ง ตรงนี้จึงมีเรื่องที่น่าสนใจมากคือ การป้องกันไวรัสบีด้วยวัคซีน ก็เท่ากับช่วยป้องกันไวรัสดีไปด้วย ส่วนคนที่เป็น HBV อยู่แล้วและมีความเสี่ยงบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณาตรวจ HDV เพิ่มตามความเหมาะสมครับ
4️. พยาธิใบไม้ตับ อยู่ในท่อน้ำดีได้นาน และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี
ตัวสุดท้ายนี้บ้านเราต้องพูดถึงครับ โดยเฉพาะภาคอีสานและพื้นที่ที่ยังมีวัฒนธรรมกินปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ พยาธิใบไม้ตับชนิด Opisthorchis viverrini สามารถติดจากการกินปลาน้ำจืดบางชนิดที่มีตัวอ่อนของพยาธิและปรุงไม่สุก พอติดแล้ว ตัวพยาธิจะไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี มันไม่ได้กัดกินตับแบบตรง ๆ แต่การระคายเคืองและการอักเสบเรื้อรังบริเวณท่อน้ำดี สามารถทำให้เกิดพังผืดและเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งท่อน้ำดี ได้ครับ และหลายคนไม่มีอาการชัดเจนเช่นกัน อาจติดมาหลายปีโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือ มะนาว น้ำปลา เหล้า หรือการหมัก ไม่ได้ฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้อย่างปลอดภัยเท่าการทำให้ปลาสุกด้วยความร้อนครับ ใครเคยกินก้อยปลา ลาบปลาดิบ ปลาส้มดิบ หรือปลาน้ำจืดสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ควรปรึกษาเรื่องการตรวจตามความเหมาะสม และถ้าเคยรักษาพยาธิแล้ว ก็ยังติดใหม่ได้ถ้ายังกลับไปกินอาหารเสี่ยงครับ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตับกำลังมีปัญหา? ตรงนี้แหละครับที่หลายคนพลาด เพราะโรคตับเรื้อรังระยะแรกอาจไม่มีอาการเลย ค่าตับอย่าง AST หรือ ALT ก็ไม่ได้บอกทุกอย่าง และบางคนมีพังผืดแล้วค่าตับยังไม่ได้สูงมากก็มี คนที่มีความเสี่ยงจึงอาจต้องดูมากกว่าค่าตับอย่างเดียว เช่น ตรวจไวรัส ตรวจอัลตราซาวนด์ ประเมินพังผืด หรือใช้คะแนนอย่าง FIB-4 ตามบริบท อาการที่ควรรีบประเมิน ได้แก่ ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตจากน้ำในช่องท้อง ขาบวม อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ น้ำหนักลดผิดปกติ หรือสับสนผิดปกติครับ
ถ้าอยากป้องกันตับจากเชื้อเหล่านี้ เริ่มจาก 5 เรื่องนี้
- เช็กว่าตัวเองมีภูมิไวรัสตับอักเสบบีหรือเคยฉีดวัคซีนครบหรือไม่
- ถ้ามีประวัติเสี่ยงจากเลือด ให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซีตามความเหมาะสม
- ไม่ใช้เข็ม ของมีคม หรืออุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกัน
- ปรุงปลาน้ำจืดให้สุกจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพยาธิใบไม้ตับชุก
- ถ้าตรวจพบเชื้อแล้ว อย่าหายไปจากการติดตาม เพราะบางคนไม่มีอาการแต่ตับยังถูกทำร้ายต่อครับ
เชื้อที่ทำร้ายตับไม่ได้ทำให้เราป่วยหนักทันทีทุกตัวครับ ไวรัสบีอาจอยู่กับเราตั้งแต่วัยเด็ก ไวรัสซีเงียบเป็นสิบปีได้ ไวรัสดีทำให้โรคตับจากไวรัสบีหนักขึ้น ส่วนพยาธิใบไม้ตับก็สามารถอยู่ในท่อน้ำดีและสร้างการอักเสบเรื้อรังได้ สิ่งสำคัญคือ หลายอย่าง ป้องกันได้ ตรวจได้ และบางอย่างรักษากำจัดเชื้อได้ อย่ารอให้ตับส่งสัญญาณดังครับ เพราะตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก และบางครั้งกว่าจะร้องขอความช่วยเหลือ ความเสียหายก็เดินมาไกลแล้ว ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ